นับไปไม่เนิ่นนานการประชุมคณะทำงานร่วม (JWG) ระหว่างไทยกับเขมรคงจะเริ่มขึ้น ซึ่งเนื้อหาสาระหลักมีเพียงเรื่องเดียวคือการถอนทหาร เพื่อน้อมไปตามมาตรการชั่วคราวของศาลที่กรุงเฮก ซึ่งเป็นศาล “การเมือง” ระหว่างประเทศ ตามที่ฝ่ายเขมรร่ำร้องขอ “เปิดคดีใหม่” ตีความคำตัดสินเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ ให้กว้างไกลกินความเกินกว่าขอบเขตการพิจารณาและคำตัดสินในคดีเดิม ซึ่งช้านานเกินกว่าจะขอตีความและประเทศไทยก็มิได้อยู่ภายใต้การรับอำนาจศาลมากว่า ๕๐ ปี ขณะที่ศาลโลกมากด้วยน้ำใจต่อเขมรจนเหลือประมาณนั้น ฝ่ายรัฐบาลไทยก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมไม่กล้าอ้าปากงัดง้างว่าศาลโลกไม่มีซึ่งอำนาจ สมยอมให้สมสู่คดีกันไปตามกระบวนการ
จะเป็นว่าเมื่อ ๕๐ ปีก่อนเคยมั่วไปหยิบเอากฎหมายปิดปากของอังกฤษมาทำมึนตัดสินยกปราสาทให้เขมร เพราะหาเหตุที่ชอบด้วยหลักเหตุผลไม่ได้ ปลายปีนี้หรือปีหน้า ศาลโลกก็คงหน้ามึนเหมือนเดิม อย่างไรอย่างนั้น มิใช่จะมองโลกในแง่ร้าย แต่เมื่อมองหลายองค์ประกอบประกอบเข้าด้วยกัน ก็พอจะประมาณได้ว่าประเทศไทยคงเสียหายหนักหนาสาหัสกว่าเก่า ซึ่งรัฐบาลคงไม่ว่าอะไร และคนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่ว่ากระไรเพราะมิใช่แผ่นดินบนโฉนดที่ตนถือ ส่วนพื้นที่อีกหลักแสนไร่ที่เคยว่า ๆ กัน ก็รอวันได้รับผลกระทบจากแผนที่อันฉ้อฉลของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส แต่กว่าความเดือดร้อนจะปรากฎจริงคงใช้เวลาอีกพอประมาณ ณ ขณะนี้โคคอกนั้นยังมิทันหาย



