15thmove : ยุคประชาธิปไตยที่เสื้อแดงและนักวิชาควายฝันหา แม้แต่ app เล็กๆ ยังโดนแบน ..รัฐบาลจังไรทำร้ายความสุขเล็ก ๆ ของประชาชน
(about 3 hours ago).ข่าวสั้นทันเขมร
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
ฮอเผยเตรียมส่งเอกสารถึงศาลโลกมีนาปีหน้า Continue →
- 1 ธ.ค. - 15:08 น.
ถึกฮวยเซงเปิดการก่อสร้างถนนที่โพธิสัตว์ ตั้งเป้าลาดยาง ๕๐๕ กม. ๗ จว Continue →
- 1 ธ.ค. - 13:48 น.
อันดับความโปร่งใสเขมรร่วง เผยศาลคอรัปชันรุนแรงอันดับหนึ่ง Continue →
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
Monthly Archives: กันยายน 2010
ฮุน เซน บอกรถถังจะมาเพิ่ม — ส่งลูกชายเยี่ยมทหารแนวชายแดนไทย
ฟิฟทีนมูฟ –ฮุน เซนประกาศกัมพูชาซื้อรถถังและยานเกราะมากกว่าร้อยคัน เรือไม่พอขน กำลังจะมาถึงอีกระลอก ดอดส่งลูกชายเยี่ยมทหารตามแนวชายแดนไทย เร่งปรับภาพลักษณ์เตรียมส่งถ่ายอำนาจทางการเมือง (?) (ซ้าย) ฮุน เซน ระหว่างการปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยโพธิศาสตรา (ขวา) คณะของฮุน มาเนต (เสื้อฟ้าใส่หมวก) ขณะเยี่ยมทหารตามแนวชายแดน สำนักข่าวต้นมะขาม (เดิมอัมปรึล) รายงานข่าวว่าระหว่างการปาฐกถาในงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยโพธิศาสตรา (Puthisastra University) เมื่อวันพุธ (๒๙ กันยายน) ที่ผ่านมา นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้กล่าวกับบัณฑิตว่าตนได้สั่งซื้อรถถังและรถยานเกราะลำเลียงพลมากกว่า ๑๐๐ คัน จากยุโรปตะวันออก แต่เนื่องจากการขนส่งทางเรือจุรถถังและรถยานเกราะได้เพียง ๙๖ คัน ส่วนที่เหลือจะถูกส่งมายังกัมพูชาด้วยเรืออีกลำซึ่งจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ระบุว่าตนได้พูดคุยตัวต่อตัวกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ในเรื่องความขัดแย้งเขตแดนที่นิวยอร์ค เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน และมีแผนที่จะพบปะกันอีกครั้งที่บรัสเซลและฮานอยในเดือนตุลาคม และระบุถึงการจัดซื้อรถถังและรถยานเกราะว่าไม่ใช่เป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารหรือการกดดันต่อการเจรจาต่อรองกับไทย ขณะที่สำนักข่าวข่าวด่วนกัมพูชา รายงานว่าเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ที่ผ่านมา บุตรชายสองคนของนายฮุน เซน คือ ฮุน มาเนต (Hun Manet) และ ฮุน มานิธ (Hun Manith) ได้เดินทางไปเยี่ยมทหารตามแนวชายแดน ที่กองพันที่ ๕๒ และ ๕๓ ในจังหวัดไพลินและพระตะบอง ในการเดินทางเยี่ยมทหารตามแนวชายแดนครั้งนี้ของบุตรชายทั้งสองของฮุน เซน มีนางชุน เลียง (Chhun Leang) ตัวแทนของธนาคารวัฒนา (Vattanac Bank) ร่วมเดินทางด้วย โดยได้บริจาคข้าว ๔๕ ตัน น้ำตาล ๔.๕ ตัน มุ้ง ๑๐๐๐ หลัง ผ้าขาวม้า ๑๐๐๐ ผืน เงิน ๒๐๐๐๐ เรียล (ประมาณ ๑๖๐ บาท) ให้ทหารแต่ละคน และบริจาคเงินให้กองพันที่ ๕๓ จำนวน ๒๐๐๐ เหรียญสหรัฐ กองพันที่ ๕๒ จำนวน ๓๐๐๐ เหรียญสหรัฐ การออกเยี่ยมทหารครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกความพยายามของฮุน เซน ในการเตรียมการสืบทอดอำนาจทางการเมืองให้กับบุตรชายสองคนและบุตรเขย ซึ่งปรากฎตัวทำกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต บุตรชายคนโตได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยของฮุน … Continue
ฮุน เซน คุยมาร์คชื่นมื่น โวจ่ายตังค์ค่าห้องคุย
ฟิฟทีนมูฟ – ฮุนมาแปลก ไม่ด่าไทย นายฮุน เซน เปิดเผยกับบัณฑิตจบใหม่บอกพูดคุยกับอภิสิทธิ์ที่นิวยอร์คชื่นมื่น มั่นใจในกันและกัน ไม่มีประเทศไหนต้องการก่อสงคราม เร่งปรับปรุงความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน แถมโวใจป้ำออกค่าห้องคุยนอกรอบเอง ภาพบรรยากาศการพูดคุยที่สุดจะชื่นมื่นระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายฮุน เซน สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานข่าววันนี้ (๒๙ กันยายน ๒๕๕๓) อ้างคำพูด ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างปาฐกถากับบัณฑิตจบใหม่ในกรุงพนมเปญเช้าวันนี้ โดยนายฮุน เซน ระบุว่าการพบปะพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย เป็นไปด้วยความชื่นมื่น ซึ่งสร้างความมั่นใจ เชื่อถือและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เขาระบุว่าระหว่างการพูดคุยร่วม ๔๐ นาที ที่กรุงนิวยอร์ค ได้พูดจากันในหลายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความร่วมมือทั่วไปแบบทวิภาคีระหว่างสองประเทศ ไม่เฉพาะปัญหาเขตแดน ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดต้องการก่อสงคราม ต่างต้องการอยู่อย่างสงบสุข ทั้งนี้ ฮุน เซน เปิดเผยว่ากัมพูชากำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสามประเทศ ซึ่งได้แก่ เวียดนาม ลาว และไทย ในเป้าหมายที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของทั้งสามประเทศ ทันทีที่กลับจากกรุงนิวยอร์ค นายปรัก สุคน (Prak Sokhon) เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีผู้ติดตาม ได้เปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวว่าการพูดคุยร่วม ๔๐ นาที ของสองผู้นำได้หารือกันใน ๔ ประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างทั้งประเทศ ส่วนสามประเด็นที่เหลือได้แก่ การร่วมกันตรวจสอบการรายงานข่าวของสื่อที่อาจทำให้เกิดความสับสนหรือเป็นอันตรายต่อสาธารณะบนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือแลกเปลี่ยนศิลปะและกีฬา ประเมินความเป็นไปได้ในการเปิดจุดผ่านแดนสตุง บ็อตเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ
ทูตไทยประจำกัมพูชาเข้าพบ ฮุน เซน
เอกอัครราชทูตไทยกำลังจดบันทึกระหว่างเข้าพบนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ฟิฟทีนมูฟ – สำนักข่าวข่าวด่วนกัมพูชา รายงานข่าวว่าเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร ที่ ๒๘ กันยายน นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ได้เปิดโอกาสให้นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทย เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ณ กรุงพนมเปญ โดย นายอิง สุพัลลิธ (Ieng Sophalleth) ที่ปรึกษานายฮุน เซน บอกกับผู้สื่อข่าวว่าระหว่างการปิดประตูพูดคุย เอกอัครราชทูตไทย ได้แจ้งแก่นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ว่า เขากำหนดจะผลักดันความร่วมมือที่ดีระหว่างสองประเทศในด้านศิลปะและวัฒนธรรม และเขาได้เสนอให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างนักข่าวของทั้งสองประเทศ เป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพบกับเอกอัครราชทูตไทย นับจากทางการไทยส่งทูตกลับมายังกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ เป็นเวลา ๙ เดือน ที่ไม่ได้ประจำการอยู่กรุงพนมเปญ หลังจากถูกรัฐบาลไทยเรียกตัวกลับเมื่อเดือนพฤศจิกายน เพื่อประท้วงการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีคดีในต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน
เขมรจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
ทหารกัมพูชาและพุทธศาสนิกชนถ่ายรูปร่วมกันหน้าประตูวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ฟิฟทีนมูฟ — หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพของเขมรรายงานข่าวรองผู้ว่าฯ จังหวัดพระวิหารของกัมพูชาจัดพิธีกันบิน (Kan Ben) ที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรซึ่งเขมรรุกล้ำเข้ามาและกลายเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ โดยเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ นายสอร์ ทารี (Sor Thary) รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร นำคณะพุทธศาสนิกชนไปยังวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ (Wat Keo Sekha Kirisvarak) พร้อมทหารซึ่งประจำการที่วัดดังกล่าวร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระกันบินแรกที่วัดซึ่งถูกทหารไทยรุกล้ำเมื่อกว่าสองปีที่แล้ว ระหว่างพิธีทำบุญเลี้ยงพระ พุทธศาสนิกชนได้บริจาคน้ำบริสุทธิ์จำนวน ๑๔ กล่อง กล้วยกวน ๖๐๐ ชิ้น น้ำตาล ๑๐ กิโลกรัม ข้าว ๒ กระสอบ ซอสถั่วเหลือง ๑ โหล น้ำปลา ๒ โหล และถวายเงินให้พระสงฆ์จำนวน ๑๒ รูป ๆ ละ ๑๖๐,๐๐๐ เรียว (ประมาณ ๑,๓๐๐ บาท) มอบเงินให้แม่ชี ๑๕ คน ๆ ละ ๕๐,๐๐๐ เรียว รวมทั้งบริจาคเงิน ๓ ล้านเรียว ให้กับวัดเป็นค่าใช้จ่ายและดูแลวัด กันบินเป็นพิธีบุญตามธรรมเนียมของกัมพูชา ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะทำบุญเลี้ยงพระในช่วงหนึ่งเดือนก่อนหน้าเทศกาลพะจัมบิน (Pchum Ben) ซึ่งเป็นพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ (ฟิฟทีนมูฟ: คล้ายงานบุญเดือนสิบในหลายจังหวัดของไทย) ระหว่างที่พระจำพรรษาที่วัดในช่วงฤดูฝน วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระกลายเป็นจุดที่เกิดความขัดแย้งและโต้เถียงระหว่างกัมพูชาและไทย ภายหลังที่ทหารไทยหลายร้อยนายรุกล้ำเข้าไปในวัดเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เจ็ดวันให้หลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ปัจจุบันยังคงมีทหารไทยที่ปลดอาวุธ ๑๐ นาย อยู่ประจำการ ———————– หมายเหตุ: คำว่า กันบิน ในภาษาเขมร อาจเทียบเป็นภาษาไทยที่ใกล้เคียงน่าจะเป็นคำว่า กัณฑ์บิณฑ์
T-55/BTR-60 พิพิธภัณฑ์รถถังเคลื่อนที่
รถถังรุ่น T-55 ผลิตในรัสเซีย ระหว่างการลำเลียงขึ้นจากเรือที่ท่าเรือสีหนุวิว พร้อมกับรถยานเกาะ BTR-60 ฟิฟทีนมูฟ — เว็บไซต์ Strategy Page ออกบทความวิจารณ์การจัดซื้ออาวุทธยุทธภัณฑ์ครั้งล่าสุดของกัมพูชา ซึ่งประกอบด้วยรถถังรุ่น T-55 จำนวน ๕๐ คัน และรถยานเกราะลำเลียงพล รุ่น BTR-60 จำนวน ๔๔ คัน โดยระบุว่ายานรบทั้งสองรุ่นผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๕๐ โดยรถยานเกราะ BTR-60 มีน้ำหนัก ๑๐ ตัน บรรทุกพลขับได้ ๓ คน และลำเลียงทหารได้ ๘ คน มีปืนกลประจำป้อมขนาด ๑๔.๕ ม.ม. และปืนกลขนาด ๗.๖๒ ม.ม. อย่างละหนึ่งกระบอก ถูกผลิตขึ้น ๒๗,๐๐๐ คัน ก่อนที่การผลิตจะยุติลงในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ ยานเกราะชนิดนี้ให้การป้องกันผู้โดยสารจากกระสุนปืนกลและระเบิด ส่วนรถถังรุ่น T-55 เป็นรถถังที่มีขนาด ๔๐ ตัน พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น T-34 ของยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีปืนใหญ่ขนาด ๑๐๐ ม.ม. พร้อมปืนกลขนาด ๑๔.๕ ม.ม. จำนวน ๑ กระบอก และปืนกลขนาด ๗.๖๒ ม.ม. จำนวน ๒ กระบอก รถถังรุ่นนี้ผลิตขึ้นมากกว่า ๙๐,๐๐๐ คัน มากกว่ารุ่น T-34 ก่อนยุติการผลิตในทศวรรษ ๑๙๘๐ สามารถบรรทุกพลประจำรถได้ ๔ คน แต่มีประสิทธิ์ภาพในการป้องกันจากอาวุธต่อต้านรถถังที่ไม่ดีนัก และปืนใหญ่ขนาด ๑๐๐ ม.ม. ค่อนข้างไร้ประโยชน์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรถถังสมัยใหม่ แต่หากใช้ในการต่อต้านพลเรือนรถถังรุ่นนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ขณะปัจจุบันที่กัมพูชาเผชิญหน้ากับประเทศไทยในเรื่องพิพาทเขตแดน รถถังรุ่น T-55 ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เนื่องจากไทยมีรถถังรุ่นที่เหนือกว่าจากสหรัฐ อย่าง M48 และ M60 ประเทศกัมพูชามีรถถังรุ่น T-54 และ T-55 ประจำการอยู่แล้วมากกว่า ๒๐๐ คัน รถยานเกราะรุ่น BTR-60 มากกว่า ๒๐๐ คัน แต่อยู่ในสภาพที่เก่าและกำลังเสื่อมสภาพ การได้รับยานรบใหม่ครั้งนี้จึงเป็นเพียงแต่การขัดสีฉวีวรรณเพราะยังมีอายุการใช้งานเหลืออีกระยะใหญ่
ฮุน มาเนต ลูกชายฮุน เซน ขยับเป็นรอง ผบ.หน่วยรักษาความปลอดภัย
ฮุน มาเนต (ขวา) และบิดา นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชา (ซ้าย) ฟิฟทีนมูฟ — สำนักข่าวต้นมะขาม (เดิมอัมปรึล) รายงานเมื่อวานนี้ (๒๗ กันยายน) ว่า ฮุน มาเนต (Hun Manet) บุตรชายคนโตของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยของบิดา โดยการประกาศแต่งตั้งของพลเอก ฮิง บุนเฮียง (Gen.Hing Bunheang) ผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยของ ฮุน เซน เมื่อบ่ายวานนี้ ฮุน มาเนต เป็นบุตรชายคนโปรดของฮุน เซน จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ในสหรัฐ จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยจอร์สทาวน์ในสหรัฐ และจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบริสทอลในอังกฤษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ถูกมองว่ากำลังเตรียมการส่งมอบอำนาจให้กับบุตรชายสองคนและบุตรเขย จากกรณีที่ทั้งสามปรากฎตัวต่อสาธารณะค่อนข้างถี่ ทำกิจกรรมด้านมนุษยธรรมหลายอย่างรวมถึงการเยี่ยมทหารตามแนวชายแดน
อู้ววว์..เขมรระงับหนังสือร้องยูเอ็นกรณีพิพาทไทยหลังฮุนจู๋จี๋มาร์ค
(ซ้าย) นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน และภรรยา ลงจากเครื่องที่สนามบินโปเชนตง ๒๖ กันยายน (ขวา) นายปรัก สุคน ฟิฟทีนมูฟ — เขมรมาแปลกประกาศระงับหนังสือร้องเรียนยูเอ็นซึ่งส่งไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีไทยประกาศใช้มาตรการทางทหารแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิาหาร ภายหลังการพูดคุยด้วยบรรยากาศเป็นไมตรีของนายกรัฐมนตรีทั้งสองที่กรุงนิวยอร์คและบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ๔ ข้อ ย้ำจะติดตามข้อตกลงสามฉบับที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย วิทุยเอเชียเสรี รายงานเมื่อวานนี้ (๒๖ กันยายน) ว่า เจ้าหน้าที่อวุโสของกัมพูชาออกมาระบุว่าทางการกัมพูชาจะระงับหนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ ภายหลังนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ได้เห็นชอบที่จะดำเนินการเจรจาระดับทวิภาคีต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้นายฮุน เซน ได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังองค์การสหประชาชาติและเรียกร้องอย่างโกรธเกรี้ยวให้องค์กรกลางทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้งกัมพูชา-ไทย หลังนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะใช้มาตรการทางทหารผลักดันทหารและประชาชนชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารเมื่อช่วงต้นเดือนก่อน นายปรัก สุคน (Prak Sokhon) รัฐมนตรีช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากนิวยอร์คเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๒๖ กันยายน ว่า การตัดสินใจระงับหนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นภายหลังที่นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน และนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เห็นชอบร่วมกันในกรุงนิวยอร์คจะจัดให้มีโทรศัพท์สายด่วนระหว่างนายกรัฐมนตรีสองประเทศ และเห็นชอบจะให้การเจรจาระดับทวิภาคีดำเนินการต่อเนื่อง โดยระบุว่า “ความเห็นชอบดังกล่าว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการปะทะกันของทหารตามแนวชายแดน เพื่อให้แน่ใจว่าทหารได้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งหน่วยทหารส่วนใหญ่ดำเนินมาในอดีต เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งที่พระวิหารขยายตัวไปยังพื้นที่ชายแดนส่วนอื่น หรือส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการประสานความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” ช่วงต้นเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้ส่งหนังสืออย่างเกรี้ยวกราดไปยังองค์การสหประชาชาติเพื่อร้องเรียนการคุกคามจากไทย หลังนากยกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศจะใช้มาตรการทางทหารผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารซึ่งเขามองว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา นายปรัก สุคน ยังกล่าวอีกว่านายกรัฐมนตรี ฮุน เซน และนายอภิสิทธิ์ มีแผนที่จะพบปะกันอีกครั้งระหว่างการประชุมเอเชีย-ยูโรป หรืออาเซม ที่กรุงบรัสเซล และการประชุมอาเซียนซัมมิตที่กรุงฮานอยในเดือนตุลาคม นายยิม สุวัน (Yim Sovan) โฆษกพรรคสมรังสีซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่ารัฐบาลควรเร่งหาทางออกปัญหาความขัดแย้งเขตแดนระหว่างกัมพูชา-ไทย โดยมีประชาคมนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วม โดยกล่าวว่า “รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ปัญหาถูกลากยาวออกไป และไม่ควรกังวลที่จะมีประชาคมนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง โปรดใช้ประชาคมนานาชาติเพื่อให้ปัญหายุติโดยเร็ว” อย่างไรก็ตาม นอกจากการระงับหนังสือร้องเรียนต่อยูเอ็น นายปรัก สุคน ระบุว่ากัมพูชาจะติดตามการดำเนินการตามข้อตกลงสามฉบับที่ไทยทำไว้กับกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาหากรัฐสภาไทยให้ความเห็นชอบข้อตกลงทั้งสามฉบับซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งเขตแดนเมื่อสองปีที่แล้ว



