บทความ

บทความ ๔.๖ ตอนศาลาและบันไดที่ไม่มีโอกาสสร้างเสร็จ

บทความชุด “๔.๖” ว่าด้วยแผ่นดิน ๔.๖ ตร.กม. ของไทยรอบปราสาทพระวิหาร ตอนที่สองว่าด้วยเรื่อง “ศาลาและบันไดที่ไม่มีโอกาสสร้างเสร็จ” ที่อยู่ชิดพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. เป็นเขตไทยโดยสมบูรณ์แต่กลับถูกกัมพูชาประท้วงคัดค้าน จนถูกชะลอโครงการนับตั้งแต่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นมา

บทความ ๔.๖ ตอน ตลาดเขมรบนแผ่นดินไทย

บทความชุด “๔.๖” ว่าด้วยแผ่นดิน ๔.๖ ตร.กม. ของไทยรอบปราสาทพระวิหาร ตอนแรกว่าด้วยเรื่อง “ตลาดเขมรบนแผ่นดินไทย” จะพาย้อนลำดับเหตุการณ์การตั้งตลาดชาวกัมพูชาจนถึงพัฒนาการปัจจุบัน ที่ฝ่ายไทยซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ ขณะเขมรผู้รุกรานเร่งขยายสิ่งปลูกสร้างต่อเนื่อง ไม่นำพาต่อการประท้วงของส่วนราชการไทย

วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ พื้นที่รุกล้ำที่เขมรยึดครองเบ็ดเสร็จ

นับไปไม่เนิ่นนานการประชุมคณะทำงานร่วม (JWG) ระหว่างไทยกับเขมรคงจะเริ่มขึ้น ซึ่งเนื้อหาสาระหลักมีเพียงเรื่องเดียวคือการถอนทหาร เพื่อน้อมไปตามมาตรการชั่วคราวของศาลที่กรุงเฮก ซึ่งเป็นศาล “การเมือง” ระหว่างประเทศ ตามที่ฝ่ายเขมรร่ำร้องขอ “เปิดคดีใหม่” ตีความคำตัดสินเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ ให้กว้างไกลกินความเกินกว่าขอบเขตการพิจารณาและคำตัดสินในคดีเดิม ซึ่งช้านานเกินกว่าจะขอตีความและประเทศไทยก็มิได้อยู่ภายใต้การรับอำนาจศาลมากว่า ๕๐ ปี ขณะที่ศาลโลกมากด้วยน้ำใจต่อเขมรจนเหลือประมาณนั้น ฝ่ายรัฐบาลไทยก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมไม่กล้าอ้าปากงัดง้างว่าศาลโลกไม่มีซึ่งอำนาจ สมยอมให้สมสู่คดีกันไปตามกระบวนการ

ความวิตกต่อมาตรการชั่วคราวศาลโลก

ไม่ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะตัดสินมาตรการชั่วคราวออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับประเทศไทยเท่านั้นว่าจะเอาอย่างไร ชัดแจ้งว่านักการเมืองผู้รับผิดชอบ และกระทรวงการต่างประเทศเป็นสิ่งเฮงซวยที่ประชาชนไม่สามารถฝากประเทศไว้ให้ได้ ก็ได้แต่หวังพึ่งการตัดสินใจของฝ่ายทหาร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นชั่วคราว เฉพะาหน้าที่มิใช่เรื่องน่าวิตกนัก ความน่ากังวลที่แท้จริงคือหลังจากนี้ ที่การพิจารณาดีจะเริ่มขึ้น หากกระทรวงต่างประเทศยังมีแนวคิดยกอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไปให้องค์กรต่างด้าวเป็นผู้ตัดสิน หากยังคงมุ่งหน้าในทิศทางที่เป็นการรับอำนาจศาล เมื่อนั้นความฉิบหายก็อยู่ตรงหน้านี้เอง

การบอกเลิกอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกมีผลแล้ว

การแถลงในที่ประชุมเป็นการประกาศให้รัฐภาคีทั้งหมดรับทราบโดยทั่วกัน และอย่างชัดแจ้งถึงการบอกเลิกของประเทศไทย มีผลทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย มีผลยิ่งกว่าการทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พฤติการณ์ทั้ง ๒ ข้อ จึงไม่ใช่เป็นแต่เพียงการแจ้งเจตจำนงค์เบื้องต้น การบอกเลิกของนายสุวิทย์ คุณกิตติ โดยการแถลงด้วยวาจาในที่ประชุม และการยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการยูเนสโก มีผลบังคับแล้ว คือไทยพ้นจากการเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกแล้ว นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ทั้งโดยพฤตินัย นิตินัย โดยสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทุกประการ

ไทยถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล

ในสาระสำคัญนั้น อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. ๑๙๗๒ มีข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเพิกถอน หรือถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญา ตามข้อ ๓๕ วรรค ๑ ฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาว่าผู้แทนไทยหรือหัวหน้าคณะผู้แทนไทยมีสิทธิอำนาจในการถอนตัวตามอนุสัญญาหรือไม่เพียงใด การถอนตัวหรือเพิกถอนการเป็นภาคี หรือสมาชิกสภาพของรัฐภาคีของคณะกรรมการมรดกโลก และอนุสัญญามรดกโลก จะมีผลทางกฏหมายเมื่อใดหรือภายใต้เงื่อนไขประการใด การแสดงเจตนาย่อมมีผลทันทีที่ได้แสดงออก แต่ผลทางกฎหมายนั้น สมาชิกภาพของไทยในคณะกรรมการมรดกโลกยังคงเป็นเช่นเดิมต่อไปอีก ๑๒ เดือน

ศาลโลกกับคดีปราสาทพระวิหาร ภายหลัง ๓๐-๓๑ พ.ค. ๒๕๕๔ โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล

จุดสำคัญที่พึงกระทำในชั้นนี้คือ ไทยต้องคัดค้านอำนาจศาลฯ ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ การกล่าวแต่เพียงว่าเขตอำนาจของศาลฯ ไม่ครอบคลุมถึงคำขอของกัมพูชานั้นยังไม่เพียงพอ ไทยต้องยืนยันอย่างเป็นทางการว่าไทยคัดค้านอำนาจศาลฯ เพราะไทยมิได้ยินยอมรับอำนาจศาลฯ อีกเลยหลังจากขาดอายุไปแล้วเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี การไปปรากฏตัวที่ศาลฯ แต่ละครั้ง ก็ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพียงอย่างเดียวคือ คัดค้านอำนาจศาลฯ มิใช่เพียงโต้แย้งว่าคำขอของกัมพูชาไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณา