การทูตแบบขายชาติ-มาร์คขึ้นป้ายยก ๔.๖ ให้เขมรครึ่งหนึ่ง

ฟิฟทีนมูฟ – สัมพันธภาพแบบ “รัก-ชัง” ระหว่างไทยกับเขมรดำเนินต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ หากไม่ทอดไกลไปถึงประวัติศาสตร์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ แต่พิจารณาเฉพาะช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา นับแต่คดีปราสาทพระวิหาร กัมพูชาอยู่ในสถานะ “ลูกไล่” ของไทย อันเนื่องจากชั้นเชิงทางการทูตประการหนึ่ง แสนยานุภาพทางทหารอีกประการ และสำนึกความเป็นชาติของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น ๆ กอปรกับปัญหาสงครามภายในของกัมพูชาเอง ที่เขียนเช่นนี้มิได้จงใจดูถูกดูแคลนชนชาติกัมพูชา


ทหารไทยโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ติดตั้งป้ายใหม่เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔ เขียนข้อความ “พื้นที่นี้เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ (๔.๖ ตร.กม.) จะรู้แน่ชัดต่อเมื่อ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) ดำเนินการปักปันเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

ทว่าว่าเพียงห้วงเวลา ๑๐ ปี ที่กัมพูชาพอจะมีความเป็นปึกแผ่น เข้ารูปเข้ารอย กัมพูชาแปรสภาพความเป็น “ลูกไล่” สู่ความเป็นผู้ “รุกไล่” ประเทศไทยนับแต่อำนาจรัฐอยู่ในมือนักเลือกตั้งเต็มตัว นับแต่นโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่เป็นของไทยโดยสมบูรณ์นับจากขอบผาสันปันน้ำเข้ามา แล้วเว้นพื้นที่ไม่กี่ไร่อันเป็นที่ตั้งของตัวปราสาท ล้อมรั้วให้เขมรปีนผาเข้ามาใช้ ให้สมใจตามข้อคดโกงของศาลโลก และถือเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนที่ไทยก็ยังแสดงความเป็นเจ้าของ ทว่าในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทยเองนี้ ไทยถอยร่นตัวเองลงมาเรื่อย ๆ กระทั่งกัมพูชาสร้างวัดในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่ได้รื้อถอนผลักดันทหาร วัด ร้านค้า ของชาวกัมพูชาออกไป แต่กลับทำความตกลงกับกัมพูชาว่า “ก็อยู่อย่างนั้นกันไปก่อนจนกว่าจะตกลงพื้นที่กันเสร็จ” ใน MOU ปี ๒๕๔๓

สิบปีต่อมา จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (และนอมินี) แล้ววนรอบมารัฐบาลประชาธิปัตย์ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร กลายเป็น “พื้นที่พิพาท” ระหว่างไทยกับกัมพูชาตามความคิดของภาครัฐไทย ขณะที่กัมพูชาประกาศอย่างหนักแน่นและต่อเนื่องว่าเป็น “พื้นที่ของกัมพูชา” แต่ผู้เดียว ตามแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ และไทยคือศัตรูผู้รุกราน

นักการทูตอาวุโสหลายต่อหลายท่านได้เคยบอกกับฟิฟทีนมูฟว่า หลักการเจรจาทางการทูต คือ “สิ่งไหนเป็นของเรา..ต้องเป็นของเรา สิ่งไหนเป็นของเขา..มาคุยกัน” ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นคนที่ ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเชื่อมือมากที่สุด ก็เน้นย้ำในทำนองเดียวกัน และที่เวทีเสวนาของวุฒิสภาเมื่อไม่กี่วันมานี้ ศ.ดร.สมปอง ย้ำหนักแน่นว่า “ใครเรียกเป็นพื้นที่พิพาท คนนั้นขายชาติ” รัฐบาลไทยในอดีตไม่เคยยอมรับแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ แต่ยึดถือว่าจากสันปันน้ำเข้ามา คือ พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรและตัวปราสาทพระวิหารเป็นของไทย การยอมรับเป็นพื้นที่พิพาทคือการสละสิทธิ์ของตนเองไปครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่ประเทศไหน ๆ ก็ไม่ทำกัน

กัมพูชาไม่ทำ ซ้ำประกาศทุกที่ทุกโอกาสว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชา แต่รัฐบาลไทยทำ และเที่ยวไปโพนทะนาทั่วโลกโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าเป็นพื้นที่พิพาท อ้างสิทธิ์ทับซ้อน 

ซ้ำร้าย หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพของกัมพูชา วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ รายงานว่ารัฐบาลไทยขึ้นป้ายสีคล้ายสีธงชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔ บริเวณพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มีข้อความเขียนเป็นภาษาไทยว่า “พื้นที่นี้เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ (๔.๖ ตร.กม.) จะรู้แน่ชัดต่อเมื่อ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) ดำเนินการปักปันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคย “รู้แน่ชัด” เลยว่าขอบเขตบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน และยังจะต้องใช้ JBC “ปักปัน” เขตแดนซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อกว่า ๑๐๓ ปีที่แล้ว และป้ายนี้เป็นการ “รับสารภาพ” ว่า MOU43 และ JBC มิใช่เป็นแต่เพียงการ “จัดทำหลักเขต”1 แต่ยังกินความถึงการ “ปักปันเขตแดน”2 อีกด้วย

--------------------------------------
  1. demarcation – การจัดทำหลักเขต []
  2. Delimitation – ปักปันเขตแดน []

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website