คลิป ๗ คนไทยบอกอะไร-อะไรในโนนหมากมุ่น? (ตอนที่ ๒ แผนผังฉบับกษิต)

ฟิฟทีนมูฟ วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๔ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงจำต้องแถลงยอมรับว่าทั้ง ๗ คน ถูกจับกุมในเขตไทย แม้นายชวนนท์ อินทรโกมารสุต เลขานุการรัฐมตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะโยนให้ไปดูคลิปฉบับเต็มความยาว ๒๐ นาที ที่กัมพูชาฉายเมื่อคราวนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการฯ เดินทางเยือนกัมพูชาในเย็นวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ ความจริงที่อาจไม่จำเป็นต้องพูดถึงคือการปล่อยคลิปทั้ง ๓ ตอน จากสองรายชื่อในยูทูปนั้นเป็นการเมืองสองฝ่ายภายในกระทรวงการต่างประเทศ คลิปดังกล่าวมาจากคณะที่เดินทางเยือนกัมพูชา เป็นคลิปที่ถ่ายโดยนายตายแน่ มุ่งมาจน ช่างภาพ FMTV

รัฐบาลมีความไม่ตรงกันในข้อมูล หลังนายอภิสิทธิ์แถลงว่าถูกจับในเขตไทย ช่วงค่ำวันเดียวกัน (๔ มกราคม) นายกษิต ภิรมย์ ชี้แจงในรายการคุยนอกทำเนียบ ช่อง ๑๑ ในทิศทางตรงข้าม พร้อมเปิดเผยแผนผังจากข้อมูลที่ได้รับจากรัฐบาลกัมพูชาและการส่งเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ยอมรับว่าคนไทยล่วงล้ำเขตแดนกัมพูชาเป็นระยะทางโดยประมาณ ๕๕ เมตร

15th-walkmap-revised-kasit2
ภาพที่ ๑ แผนที่ฉบับปรับปรุงเพิ่มรายละเอียดตามแผนผังของนายกษิต ระบุเส้นเขตแดน ตำแหน่งถูกจับกุม และสระน้ำยูเอ็น

ฟิฟทีนมูฟนำแผนผังของนายกษิต (ภาพที่ ๒)  ซึ่งระบุหลักเขตที่ ๔๖ (ปัจจุบัน) แนวเส้นอ้างอิงเขตแดน จุดที่ถูกจับกุมที่ระบุว่าไม่ไกลกับวัดโชคชัย เปรียบเทียบแผนที่เส้นทางเดินเดิมของฟิฟทีนมูฟ พร้อมตรวจสอบแผนที่และคลิปโดยละเอียดอีกครั้ง แล้วจัดทำแผนที่ระบุต่ำแหน่งใหม่ (ภาพที่ ๑)

15th-walkmap-kasit
ภาพที่ ๒ แผนผังที่นายกษิตใช้ในรายการคุยนอกทำเนียบ ระบุจุดที่ถูกจับกุมและแนวขีดเส้นตรงหลัก (เขตแดน)

เมื่อพิจารณาตำแหน่งเทียบเคียงกับแผนผังของนายกษิต ซึ่งในเบื้องต้นที่ถ้าสมมติว่าถูกต้อง คือตำแหน่งที่ ๖ ในแผนที่ฉบับปรับปรุงของฟิฟทีนมูฟ (ภาพที่ ๑) เป็นตำแหน่งบนถนนดินในหมู่บ้านห่างจากจุดที่ ๕ ที่เคยระบุไว้เป็นระยะทาง ๓๕๐ เมตร หากรวมเส้นทางเดินทั้งหมดจากถนนศรีเพ็ญ (จุดที่ ๑) จนถึงจุดที่คาดว่าถูกจับกุม (จุดที่ ๖) คิดเป็นระยะทาง ๑,๑๐๐-๑,๑๕๐ เมตร คำให้การของนายกษิตพร้อมแสดงแผนผังทำให้เราสรุปข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ว่า

๑. เราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญว่าคนไทยทั้ง ๗ ถูกจับกุม ณ จุดใดบนถนนดินในหมู่บ้านหนองจาน (โจ็กเจ็ย) อีก เพราะเหตุว่า หากยึดตามเส้นประสีดำ (ภาพที่ ๒) หรือเส้นสีชมพู (ภาพที่ ๑) เป็นเส้นที่นายกษิตระบุว่าคือ “แนวเส้นตรงระหว่างหลัก (เขต)” ใช้เป็นแนวอ้างอิงเขตแดนคร่าว ๆ ที่เข้าใจตรงกันของสองประเทศ พื้นที่เกือบทั้งหมดของบ้านหนองจานเป็นของกัมพูชา (ตามหลักคิดของภาครัฐ)

๒. จากข้อสรุปที่ ๑ เกิดคำถามต่อเนื่องว่า เหตุใดและตั้งแต่เมื่อไรที่พื้นที่เกือบทั้งหมดของบ้านหนองจานตั้งอยู่ในฝั่งกัมพูชา จากบทความตอนที่แล้วเราได้ระบุชัดว่าพื้นที่บ้านหนองจานหรือที่กัมพูชาเรียกโชคชัยนั้น เดิมเป็นค่ายอพยพที่ยูเอ็นมาขอใช้พื้นที่ประเทศไทย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เด่นชัดในภาพที่ ๑ คือสระน้ำของยูเอ็น (วงกลมสีเหลือง) ท้ายหมู่บ้านหนองจาน

อดีตนายทหารอาวุโสระดับสูงแห่งกองทัพบกซึ่งได้ให้ ให้ข้อมูลยืนยันกับฟิฟทีนมูฟว่า ๑) สระน้ำดังกล่าวเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ยูเอ็นขุดไว้เพื่อให้ผู้อพยพชาวกัมพูชาใช้ระหว่างพักพิงในค่ายอพยพ ๒) หลักการจัดหาพื้นที่สำหรับใช้เป็นค่ายผู้อพยพ จะไม่ใช้พื้นที่ของประเทศที่มีสงครามหรือเป็นคู่สงคราม ต้องใช้พื้นที่ (ซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตย) ของประเทศที่สาม ซึ่งในกรณีนี้คือพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อให้พ้นอำนาจทางปกครองและทางทหารของกัมพูชา ๓) ดังนั้น พื้นที่หมู่บ้านหนองจานทั้งหมดจากถนนดินในจุดที่ ๔ ไปจนถึงสระน้ำยูเอ็นท้ายหมู่บ้านจึงตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยและเป็นของไทยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

เหตุนี้ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมแผนที่ทหาร ฝ่ายความมั่นคง และนักการเมืองในรัฐบาล ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นของไทยจึงกลายเป็นของกัมพูชา และเป็นของกัมพูชาตั้งแต่เมื่อใด

๓.  มีคำถามถึงภาครัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงอีกว่า หากไทยยึดแนวเส้นสีชมพู (ภาพที่ ๒) เป็นแนวเส้นแบ่งระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำไมเหนือเส้นนั้นขึ้นไปจึงปล่อยให้มีการตั้งบ้านเรือนชาวกัมพูชา (จากภาพดาวเทียมมีไม่น้อยกว่า ๒๐ หลังคาเรือน) ปล่อยให้ทหารกัมพูชาควบคุมพื้นที่ และมีป้อมด่านของทหารกัมพูชาตั้งอยู่ถัดเข้ามาในถนนดินทางเข้าหมู่บ้านหนองจาน (ทางเข้าจากสี่แยกที่ถนนศรีเพ็ญ) ทั้งที่อยู่ในเขตไทย?

๔. นายกษิต ภิรมย์ ให้ปากคำในรายการคุยนอกทำเนียบตอนหนึ่งเรียกเส้นเขตแดนว่า “เส้นตรงระหว่างหลัก (เขต)” เป็นเส้นที่ใช้อ้างอิงเขตที่เข้าใจกันทั่วไป ไม่ใช่เส้นเขตแดน และระบุต่อว่าการปักปันเขตแดนอยู่ระหว่างการดำเนินการตาม MOU43 และการทำงานของ JBC ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ประการหนึ่งเราได้เห็นความพยายามของนักการเมืองฝ่ายรัฐที่สรรหาสรรพคุณของ MOU43 มาอวดอ้าง โอบอุ้ม ชี้ชวนให้ประชาชนคล้อยตามว่าด้วยบรรดาเหตุเหล่านี้จึงไม่อาจยกเลิก MOU43 แต่ในทางกลับกัน การอุ้มค่อม MOU และระบุถึงการปักปันเขตแดนที่ไม่แล้วเสร็จ นั้นสะท้อนความจริงอันบัดซบของภาคราชการโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ว่า

     ๔.๑ การปักปันเขตแดนในแถบที่ที่ราบจำนวน ๗๓ หลักเขตนั้น แล้วเสร็จตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ตามสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอดีตเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา ที่แลกเปลี่ยนดินแดนภาคตะวันออกอันได้แก่จันทบุรี ตราด กับพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ นั้นคือเมื่อกว่า ๑๐๓ ปี มาแล้ว

     ๔.๒ ใน “สนธิสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ (ค.ศ.๑๙๐๗)” กับ “พิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๓ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ (ค.ศ.๑๙๐๗)” กำหนดให้เส้นตรงระหว่างหลักเขตหนึ่งไปยังอีกหลักเขตหนึ่งเป็น “เส้นเขตแดน” ไม่ใช่เส้นอ้างอิงชั่วคราวตามที่นายกษิตกล่าว

     ๔.๓ คำถามต่อเนื่องจากตำแหน่งของหลักเขตที่ ๔๖ (ที่นายกษิตระบุว่าเป็นตำแหน่งปัจจุบัน) กับ ๔๗ มีอยู่ว่าทำไมเส้นตรงที่นายกษิตเรียกจึง “คร่อม” หมู่บ้าน แทนที่จะ “โอบ” ทั้งหมู่บ้านเข้าอยู่ในเขตไทย เพราะหมู่บ้านดังกล่าวเป็นที่ตั้งเดิมของค่ายผู้อพยพที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินไทย ใครย้ายหลักเขต?

จากข้อสรุปและคำถามทั้ง ๔ ข้อ หรือแม้แต่ตำแหน่งที่ถูกจับกุมจะลึกเข้าไปอีก ๓๕๐ เมตร หรือกีเมตรก็ตาม ทั้ง ๗ คนได้เปิดให้เราได้เห็นแล้วว่าประเทศไทยได้เสียดินแดนให้กับกัมพูชาไปแล้วโดยพฤตินัย และจะถูกรับรองทางนิตินัยด้วย MOU43 และ JBC  หลักเขตอาจถูกเคลื่อนย้ายได้ แต่หลักฐานต่าง ๆ และความจริงเชิงประจักษ์อื่นไม่เคยโกหกใคร คำขวัญแห่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า “สจจ เว อมตา วาจา” เป็นธรรมะที่มิเคยเปลี่ยนตามเวลา เว้นเต่ว่าคนประชาธิปัตย์ไม่เคยสำเหนียก

จบบทความนี้ ฟิฟทีนมูฟ ใคร่แนะนำให้นายกษิต ภิรมย์ และนายชวนนท์ อินทรโกมารสุต ก่อนคิดการสิ่งใดต่อไป ควรตรองถามความจากนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๔๓ มีอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ และติดตามอ่านบทความ “คลิป ๗ คนไทยบอกอะไร-อะไรในโนนหมากมุ่น?” ตอนถัดไปในวันพรุ่งนี้ ว่าด้วย “No man’s Land” ที่จะฉายความดำมืดในพื้นที่ให้เห็นชัด ๆ อีกครั้ง

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website