ฟิฟทีนมูฟ — เราได้นำเสนอเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับคลิป ๗ คนไทย ถูกจับกุมที่บ้านหนองจานว่าได้บอกความจริงอะไรบ้างต่อเนื่องมา ๔ ตอน ตามลำดับ ที่พยายามจะคลี่คลายให้เห็นเป็นเรื่อง ๆ ผ่านมิติที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า “Differential and Integral” แยกย่อยให้เห็นองค์ประกอบ รวมเพื่อให้เห็นภาพกว้างทั้งหมด อีกด้านขณะที่หลายฝ่ายพยายามสืบค้นข้อมูล นำเสนอข้อเท็จจริงนั้น ความพยายามหักล้าง ปิดกั้น ชี้นำและบิดข้อมูลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเด็น “แผ่นดินผืนนั้นเป็นของใคร” ส่อสะท้อนว่าคนของประเทศนี้ในยามวิกฤต ความสำนึกเป็นพวกเดียวกันมีน้อยลง ความรู้รักแผ่นดินตัวเองเทียบเคียงกับปฏิกิริยาของคนเขมรต่อการพิพาทเขตแดนแล้วอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ช่วงสามสิบกว่าปีมานี้พื้นที่ชายแดนด้านตะวันออกมีหลายเรื่องราวที่ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับสงครามกลางเมืองและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยาวนานหลายทศวรรษในกัมพูชา บทความในตอนนี้จะพาย้อนอดีตผ่านเอกสารจากการสืบค้น อาทิเช่น ข้อมูลข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ชายแดนของสหประชาชาติ (UNBRO)1 สภากาชาดสากล (ICRC)2 หนังสือข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ ปี ๒๕๒๒ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดของ Lindsay Cole French หัวข้อ “Enduring Holocaust, Surviving History: Displaced Cambodians on the Thai-Cambodian Border, 1989-1991” รายงานการศึกษาของยูเนสโกโดย Yumiko Suenobu หัวข้อ “Management of Education Systems in Zones of Conflict-Relief Operations A Case-Study in Thailand” และแหล่งข้อมูลอื่น
ในช่วงปี ๒๕๑๘ เขมรแดงเข้ายึดอำนาจรัฐบาลนายพลลอน นอล เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย ช่วงปีนั้นมีการละทิ้งเมืองหลวงและเมืองใหญ่จนกลายเป็นเมืองร้าง ตัดการติดต่อกับโลกภายนอก รัฐบาลเขมรแดงบังคับทุกภาคส่วนรวมถึงพระ ครู นักวิชาการไปสู่พื้นที่ชนบทเพื่อทำนา โดยตั้งเป้าการผลิตข้าวว่าจะเพิ่มขึ้น ๒-๓ เท่า เพื่อหล่อเลี้ยงการปฏิวัติสังคมครั้งนั้น โรงเรียน โรงพยาบาลและวัด ถูกเปลี่ยนเป็นยุ้งฉาง โรงน้ำปลาและคลังอาวุธ คนเขมรที่ถูกเกณฑ์ไปสู่ภาคกสิกรรมถูกใช้งานเยี่ยงสัตว์ แต่ผลผลิตกลับไม่ได้ตามเป้า เกิดสภาวะอดอยากอย่างรุนแรงทั่วประเทศ เหตุการณ์ “ทุ่งสังหาร” เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายไปยังประเทศเพื่อนบ้านทุกแนวชายแดน ปลายปี ๒๕๒๑ กองทัพเวียดนามโดยการนำพาของฮุน เซน ก็เข้าตีจังหวัดทางทิศตะวันออกของกัมพูชาและยึดกัมพูชาได้เบ็ดเสร็จในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๒๒ ในช่วงเวลา ๔ ปีของยุคเขมรแดง คนเขมรนับล้านล้มตายจากสภาพการทำงานหนัก อดอยาก โรคและการสังหาร เมื่อกองทัพเวียดนามเข้ายึดครองและตั้งรัฐบาลใหม่ปกครองกัมพูชา3 คนเขมรทิ้งไซต์งานเข้าเมือง หาข่าว หาของกินและอื่น ๆ ปีแรกของรัฐบาลใหม่ภายใต้การควบคุมของเวียดนามคนเขมรยังตกอยู่ในภาวะอดอยาก ไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยว สินค้าการเกษตรทั้งหมดที่มีถูกขนส่งไปยังเวียดนาม ที่สุดคนเขมรส่วนใหญ่จึงตัดสินใจหนีออกจากกัมพูชาไหลบ่าเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศไทย
วีดีโอเผยแพร่ของสภากาชาดสากลเปิดเผยสภาพบ้านเมืองรกร้างของกัมพูชาในปี ๒๕๒๒ เกิดสภาวะอดอยากและหนีภัยสงครามมายังชายแดนประเทศไทย
ช่วงครึ่งแรกของปี ๒๕๒๒ คนเขมรไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ทหารไทยผลักดันกลับไปโดยเฉพาะบริเวณพระวิหารที่ผลักดันไปมากกว่า ๔๓,๐๐๐ คน เนื่องจากไทยแบกรับปัญหาผู้อพยพลี้ภัยระลอกแรกระหว่างการล้มล้างการปกครองของนายพลลอน นอลไว้ ๑๖๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ภายใต้การดูแลของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ ซึ่งสร้างปัญหาตลอดแนวชายแดน ต่อมาข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ และเลขาธิการยูเอ็นประท้วงไทยที่ปฏิเสธให้ที่พักพิง ในขณะที่ผู้อพยพชาวกัมพูชาไหลบ่าเข้ามายังชายแดนมากยิ่งขึ้น ไทยได้ตัดสินใจส่งความช่วยเหลือทางด้านอาหารและเวชภัณฑ์ กลางเดือนตุลาคม ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีไทย4 เดินทางไปพื้นที่ สองวันให้หลังได้อนุญาตให้ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ ตั้งสถานีและค่ายชั่วคราวรองรับผู้อพยพ ๔๐,๐๐๐ คนที่สระแก้ว (เดิมคือจังหวัดปราจีนบุรี) และเปิดค่ายผู้อพยพอีกจำนวนมากตลอดแนวชายแดนสระแก้วในเดือนธันวาคม
วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๒ ได้มีการลงนามข้อตกลงระหว่างข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ และรัฐบาลไทยโดยพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งรับรองแผนงานให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา ๓๐๐,๐๐๐ คน ระหว่างวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๓ กำหนดขอบเขตงาน ความรับผิดชอบและงบประมาณไว้อย่างชัดเจน
![]()
ข้อตกลงระหว่างข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยฯ และรัฐบาลไทย ๒๕๒๒ (คลิกเพื่อดาวน์โหลดฉบับเต็ม ๑๓ หน้า)
วีดีโอของสภากาชาดสากลเผยเผยสภาพค่ายผู้อพยพต่าง ๆ ในประเทศไทย (ค่ายผู้อพยพบ้านหนองจานอยู่ในช่วงนาทีที่ ๘ ซึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังเวียดนาม)
จนถึงมกราคม ๒๕๒๓ ผู้อพยพชาวกัมพูชาล้นเอ่อเข้ามายังประเทศไทย เฉพาะที่ค่ายผู้ลี้ภัยเขาอีด่างก็รองรับผู้ลี้ภัยเกินกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ส่งผลให้รัฐบาลมีความกังวลว่าประชากรกัมพูชาทั้งหมดจะไหลทะลักเข้ามายังไทย จึงระงับการเปิดรับผู้ลี้ภัยในค่ายซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในประเทศไทยเพิ่ม กันผู้อพยพอีกหลายแสนคนที่หลั่งไหลเข้ามาให้อยู่เฉพาะค่ายชั่วคราวริมตะเข็บชายแดน ค่ายผู้อพยพชั่วคราวเหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตไทย โนนหมากมุ่น หนองจาน โนนสูง อ่างศิลา ก็เป็นหนึ่งนั้น ค่ายเหล่านี้ดูแลความปลอดภัยโดยทหารไทย ขณะที่การช่วยเหลือด้านอาหารเวชภัณฑ์ขึ้นกับหน่วยงานอย่าง UNBRO, UNHCR, ICRC ส่วนการบริหารจัดการภายในค่ายขึ้นกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร5 นำโดยซอน ซาน ซึ่งแนวร่วมฯ เหล่านี้มีอิทธิพลอยู่ในฝั่งกัมพูชา สภาพการปกครองภายในค่ายที่เป็นไปอย่างหลวม ๆ และเป็นเขตอิทธิพลของแต่ละกลุ่มย่อย ที่นำมาซึ่งปัญหาใหม่ คือ การรั่วไหลของความช่วยเหลือไปยังกองกำลังติดอาวุธเขมรแดงและกลุ่มต่อต้าน การเข้าโจมตีของกองกำลังเวียดนามตามแนวชายแดนไทย ความขัดแย้งและร่วมมือระหว่างกลุ่มอิทธิพลนำไปสู่กิจกรรมในลักษณะ “ตลาดมืด” ขึ้นในพื้นที่ค่ายผู้อพยพเหล่านี้ เป็นการประสานประโยชน์ระหว่างนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล พ่อค้า ฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่ ที่นอกจากการค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย ยังมีการนำทรัพย์สินของคหบดีในกัมพูชาเข้ามาขายเพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ซึ่งงานศึกษาของ Lindsay Cole French พูดถึงปัญหาเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
เหตุของปัญหาการเป็นเขตอิทธิพลของฝ่ายต่อต้านในกัมพูชา ความไม่สงบจากการต่อสู้ปะทะตลอดแนวชายแดน การตั้งค่ายผู้อพยพ และกิจกรรมตลาดมืดดังกล่าวข้างต้น เป็นผลสืบเนื่องเป็นลำดับมาถึงปัญหาเขตแดนที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือทำไมใน ๔ ตอนที่ผ่านมาเราพยายามจะบอกว่ามีการย้ายหลักเขต เกิดสภาพ No man’s Land การทับซ้อนในเชิงผลประโยชน์ทั้งระดับนโยบายและฝ่ายความมั่นคง
น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ บอกกับฟิฟทีนมูฟในเช้าวันหนึ่งว่าอดีตบอกปัจจุบันและปัจจุบันบอกอนาคต อนาคตอาจไม่ใช่คำถามอีกต่อไปเพราะสิ่งที่ปรากฎผ่านพฤติกรรมของภาครัฐ ทั้งรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายความมั่นคงล้วนสอดประสานไปในทางเดียวกัน คือเราสูญเสียบูรณภาพเหนือดินแดนแถบนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าใครจะพยายามใช้น้ำลายวาดภาพเป็นอย่างอื่นก็ตามที และ “คลิป ๗ คนไทยบอกอะไร-อะไรในโนนหมากมุ่น?” ตอนที่ ๕ นี้อาจเป็นบทความลำดับท้ายสุด
- United Nations Border Relief Operation [↩]
- International Committee of the Red Cross [↩]
- โดยการนำของพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชา หรือ PRK ภายหลังเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชนกัมพูชาที่ครองอำนาจในปัจจุบัน [↩]
- พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ซึ่งภายหลังลาออกเนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำมันและผู้ลี้ภัย [↩]
- KPNLF-Khmer People’s National Liberation Front [↩]




เศร้า..
มีหนังสือที่ UN ขอใช้พื้นที่ ก็เป็นหลักฐานได้ แล้วมีหนังสือที่ UN คืนพื้นที่ไหมครับ ถ้าไม่มีก็ต้องขอให้ UN คืนพื้นที่ให้ไทยด้วย
เนรคุณ
ดูรูปแล้วคิดว่าดูหนัง ทุลักทุเลขนาดนี้ลืมได้ยังไงกันนี่ ไทยบางคนก็พลอยความจำเสื่อมหรือไม่เคยมีความจำ มีแต่ ‘หมอง’ ไม่มี ‘มัน’
ประเด็นคือไม่ใช่เรื่องลืม เนรคุณ หรืออะไรๆเชิงอุดมคติ แต่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการ โดยอาศัยตัวแปร…สถานการณ์ปัจจุบัน… เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์จากการพัฒนามากที่สุด ไม่ใช่จะรักษาดินแดนได้มากที่สุด โดยแลกกับความสูญเสียในการสงคราม…ซึ่งดูยังไงต่อให้ชนะก็ไม่คุ้ม เพราะมันจะยืดเยื้อแน่ๆ
เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาใช้แนวทางประสานประโยชน์เพื่อให้ได้สิทธิ์ร่วมในเค๊ก แบบที่ทักษิณทำจึงจะคลี่คลายได้
ด้วยความร่วมมือลักษณะนั้น ผู้ที่จะลงทุนคือคนไทย เจ้าของที่ดินก็คือชาวบ้าน..ก็คนไทยอยู่แล้ว.. ผลประโยชน์ก็ลงที่ไทยเกิน 90% กัมพูชาได้แค่ค่าเข้าชม ศักกายภาพในการพัฒนาของไทยมีมากกว่ากัมพูชา ค่าที่พัก ท่องเที่ยว อาหาร ขนส่ง ผ่านสนามบิน บริการอื่นๆ ได้คนไทยเยอะกว่าเห็นๆ
เล่นนักเลงโตหรือสายลับสมองควายแบบ 1 นายก +7 คนไม่ใช่หนทางที่ดี มีแต่จะแตกแยกกันเอง และความน่าเชื่อถือก็หมดไปด้วย…
และถ้าดูย้อนหลังกลับไปเยอะหน่อย…เวียดนามและลาวสบายใจมาก…เพราะก่อนนั้นไทยเองมิใช่หรือ…ที่ยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในแผ่นดิน…เพื่อไปทำสงครามจนคนเวียดนามตายไปไม่รู้เท่าไร…
ขอบคุณครับ คุณทำให้ผมเห็นชัดอย่างหนึ่งว่าความคิดแบบ “ขายชาติ” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์เท่านั้น แต่คนไทยธรรมดา ๆ อย่างคุณนี่แหละ คือตัวอย่างคนประเภทอย่างนั้น