ประโยชน์สมประโยชน์ของมาดามฟรองซัวร์ ริวิริแยร์ กรณีปราสาทพระวิหารและการก้าวก่ายขององค์กรยูเนสโก

ประโยชน์สมประโยชน์ของมาดามฟรองซัวร์ ริวิริแยร์ กรณีปราสาทพระวิหารและการก้าวก่ายขององค์กรยูเนสโก
ฉากแรกและการสูญเสียดินแดน

โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์

อีนางหรือมาดามฟรองซัวร์ ริวิริแยร์ ตำแหน่งของเธอในปัจจุบันคือผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมขององค์กรยูเนสโก เธอได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีปราสาทพระวิหารตั้งแต่ ปีพ.ศ.๒๕๕๐ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย แต่ที่ชัดเจนมากที่สุดคือเธอมีส่วนสำคัญในการออกความเห็นให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๑ ที่เมืองไครส์เซิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ มีมติให้ที่ประชุมเห็นชอบนำเสนอ ปราสาทพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๒ ที่ควิเบค ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ได้ และนั่นคือที่มาของมติอันอัปยศอดสูที่สุดของคณะกรรมการมรดกโลกสากล

Françoise Rivière

มติครั้งที่ ๓๑ ของคณะกรรมการมรดกโลก มีสาระสำคัญอยู่ตรงที่ว่า กัมพูชาจะต้องส่งแผนพัฒนาบริหารจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะขึ้นทะเบียนให้ตรงเวลา และที่สำคัญที่สุดจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากประเทศไทย

หน่วยงานที่อยู่ในเครือข่ายขององค์กรยูเนสโกอีกหน่วยงานหนึ่งคืออิโคโมส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ประเมินคุณค่าทรัพย์สินของมรดกโลกและให้ความเห็นทางวิชาการก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน และสำหรับกรณีปราสาทพระวิหาร บทบาทของอิโคโมสมีความสำคัญไม่น้อย ความขัดแย้งระหว่างนักวิชาการอิคีโมสไทยกับที่ประชุมนานาชาติที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ทำให้เราได้เห็นร่องรอยที่ชัดเจนมากขึ้นของยูเนสโก โดยมาดามฟรองซัวร์ได้ลักไก่ข้ามขั้นตอนการประเมินผลปราสาทพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แต่เร่งรัดพลักดันให้เกิดมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไครส์เซิร์ตก่อนเป็นอันดับแรก อันดับต่อมาจึงได้ทำการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหลายคนเพื่อทำแผนพัฒนาพื้นที่และแผนบริหารการจัดการทรัพย์สินช่วยเหลือกัมพูชา โดยปราศจากอิโคโมสไทย รวมไปถึงล๊อบบี้คณะกรรมการมรดกโลก ๒๑ ประเทศ (ในบางประเทศที่ตัวมาดามเคยมีบุญคุณ) ให้ขยายเวลาการจัดส่งเอกสารคือแผนพัฒนาบริหารจัดการปราสาทพระวิหารออกไปหลายครั้ง โดยเฉพาะมติครั้งที่ ๓๒ ที่ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เปรียบได้กับไข่ที่ผสมเทียม คณะกรรมการมรดกโลก ๒๑ ประเทศและมาดามฟรองซัวร์ หลับหูหลับตาขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศกัมพูชาและประเทศไทย โดยเฉพาะคำสั่งของศาลไทยก็ไม่เคยทำให้มาดามฟรองซัวร์ มีจิตสำนึกหรือธรรมาภิบาลในฐานะที่ตนเองต้องวางตัวเป็นกลางเลย

ก่อนหน้าที่ศาลไทยจะมีคำสั่งและคำวินิจฉัย (ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ) มาดามฟรองซัวร์เปิดห้องประชุมที่สำนักงานในกรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โดยมีนายค้างคาวผี (มิสเตอร์บอคคาดี) หัวหน้าฝ่ายมรดกโลกประจำยูเนสโกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค และผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายไทยคือ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในเวลานั้น พร้อมด้วย นายซก อาน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการมรดกโลกของกัมพูชา ทำการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับร่าง (ลงนามเพื่อให้ทันการ) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยูเนสโกโดยมาดามฟรองซัวร์มาลงนามเป็นสักขีพยานอยู่ด้วยทั้งๆที่ยูเนสโกมิได้มีหน้าที่แต่ประการใด “เป็นการเสียมารยาทและเข้ามาก้าวก่ายเรื่องคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด” ข้อความและตัวแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวได้ถูกนำมาสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยโดยนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้เสนอ และอนุมัติให้นายนพดล ปัทมะทำการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับสมบูรณ์ได้ สาระสำคัญที่สุดและเป็นมรดกตกทอดเป็นผลผูกพันจนถึงปัจจุบันก็คือ พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารของไทยจะต้องถูกนำมาทำแผนพัฒนาร่วมกันและกัมพูชาเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น

ในที่สุดอย่างที่เรารับทราบกัน ในเวลาต่อมาศาลไทยได้พิจารณามีคำสั่งว่า คำแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามไปนั้นมีฐานะเป็นหนังสือสนธิสัญญาผิดมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพราะไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน ใจความสำคัญที่ศาลไทยได้มีคำวินิจฉัยก็คือ คำแถลงการณ์ร่วมมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตและกระทบต่อเรื่องดินแดนของประเทศไทยเป็นสำคัญ

เมื่อมาดามฟรองซัวร์และคณะได้รับหนังสือจากนายนพดล ปัทมะ ชี้แจงเรื่องคำสั่งศาล มาดามฟรองซัวร์ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลของคณะกรรมการมรดกโลกสากล ๒๑ ประเทศ ได้ประวิงเวลาที่จะตอบจดหมายเหมือนทองไม่รู้ร้อน ตอบหนังสือมาถึงนายนภดล ปัทมะ แสดงความเห็นเรื่องนี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภายหลังคณะกรรมการได้มีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกไปแล้ว ๑ วัน (คือวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑) โดยการสมคบคิดกันกับคณะกรรมการมรดกโลกแปลงข้อความในคำแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามไว้ในฉบับ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่ปารีสและคำแถลงการณ์ร่วมฉบับสมบูรณ์ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ โดยใช้วิธีส่งเอกสารด้วยระบบอิเลคโทรนิคส์ มาเป็นข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๒ ที่เมืองควิเบค ประเทศแคนนาดา มาดามฟรองซัวร์เดินหน้าเต็มสปีดที่จะนำเอาร่างทรง “ไอซีซี” ที่เคยตั้งมาแล้วในหน่วยงานอัปสรา (Apsara Authority) แห่งเมืองเสียมเรียบ มาประทับทรงในร่างใหม่ในนามองค์กรซ้อนเงื่อน ANPV ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ ๗ ชาติที่มีหัวโจกใหญ่คือฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินเดีย และจีน เป็นต้น ส่วนไทยก็เป็นเพียงประเทศเล็ก เสียงเดียว แถมองค์กรนี้ยังมีสหรัฐอเมริกาและกองทุนระดับโลกให้การสนับสนุนอย่างสุดๆ

มาดามฟรองซัวร์เป็นผู้มีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญไทย เพราะเธอไม่รับฟังและไม่มีจิตสำนึกที่จะให้ความเป็นธรรม โดยเฉพาะเงื่อนไขที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติไว้ในครั้งที่ ๓๑ ว่า “ไทยจะต้องให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน” เมื่อศาลไทยได้มีคำวินิจฉัยที่ขัดหรือตรงกันข้ามกับคำแถลงการณ์ร่วมฯ นั่นหมายความว่า เราไม่สนับสนุนให้กัมพูชานำเอาปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ (๔.๖ ตารางกิโลเมตร) ไปขึ้นทะเบียน มาดามฟรองซัวร์ในฐานะ “คนกลาง” ควรที่จะสำเหนียกหรือตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน แต่กลับกระทำการกลับมติของคณะกรรมการ(ครั้งที่ ๓๑) ไม่แยแสไม่สนใจนำรายละเอียดในคำแถลงการณ์ร่วมที่ศาลไทยไม่เห็นชอบ ผลักดันจนกลายเป็นมติอันอัปยศของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๒ ฮุบที่ดิน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทยไปให้กัมพูชา บังคับประเทศภาคีสมาชิกมรดกโลกต้องทำตาม ซึ่งหมายถึง คณะกรรมการมรดกโลกไทยต้องยอมรับเงื่อนไขนี้โดยปริยาย นอกจากนี้เราได้พบร่องรอยปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงของนายนพดล ปัทมะ และนายปองพล อดิเรกสาร ที่พยายามจะให้มีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมของสองประเทศ โดยเฉพาะนายปองพล อดิเรกสาร มักมีคำพูดถึง มรดกโลกไร้พรหมแดน ก่อนหน้านี้ยังมีหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ถึง ราชเลขาธิการ และหนังสือปกขาว (ลับ) ต่างมีเนื้อหาทำนองที่ว่า จะมีการนำพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทย (ซึ่งเรียกพื้นที่ทับซ้อน) ไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในนามเขมร (เรื่องนี้ประชาชนชาวไทยถูกปิดบัง)

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ก่อนการประชุมที่ควิเบค ประเทศแคนนาดา และเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าจะมีมติขึ้นทะเบียนมรดกโลกในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ มีความสำคัญอย่างมาก มาดามฟรองซัวร์วิ่งเต้นล๊อบบี้ รับจ๊อบเขมร ประชุมปรึกษาหารือที่ปารีสหลายครั้ง โทรศัพท์ข้ามทวีปมาที่กรุงพนมเปญและเสียมเรียบ ความสนิทสนมของมาดามฟรองซัวร์กับนายซก อาน และจิตใจที่โน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายกัมพูชา รวมถึงแรงบันดาลใจที่เกิดจากนักการเมืองไทยและข้าราชการบางคนที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ฝ่าฝืนคำสั่งของศาลโดยพยามทำแผนพัฒนาร่วมเข้าไปเสนอมาดามฟรองซัวร์ (ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑-จนถึงปัจจุบัน) และนำเสนอผ่านรัฐบาลของตนตั้งแต่นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อจะขอมีเอี่ยวและส่วนแบ่งในการจัดการบริหาร อาทิ กรณีที่จะนำอุทยานซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๑.๕ ล้านไร่ไปเป็น “มรดกโลกไร้พรหมแดน” สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้มาดามฟรองซัวร์มีความเข้าใจว่า หน่วยงานราชการของไทยยังคงสนับสนุนการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะคณะกรรมการมรดกโลกของไทยไม่เคยออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมใดๆ เลยหรือสงวนทีท่าที่จะไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา ประกอบกับคำยืนยันในหนังสือตอบกลับมายังนายนพดล ปัทมะ ของนายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่เมินเฉยต่อคำสั่งของศาลไทย และคำสบประมาทที่มีต่อศาลไทยของนายซก อาน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการมรดกโลกกัมพูชา โดยบริภาษศาลไทยว่า “ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจเรื่องนี้”

องค์กร ANPV ได้ผงาดขึ้นในเว็ปไซต์ ให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร มีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนต่อความเป็นจริงโดยเฉพาะพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทย มาดามฟรองซัวร์มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งองค์กรนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่กรุงพนมเปญ เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่นำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกในครั้งที่ ๓๒ จนกลายมาเป็นมติของคณะกรรมการมรดกโลกดังกล่าว ซึ่งเนื้อหาสาระในมติขัดต่อคำสั่งของศาลไทย (ดังที่ทราบโดยทั่วไปกันแล้ว) เฉพาะการนำชาวต่างชาติ จำนวน ๗ ชาติ เข้ามาบริหารจัดการในพื้นที่ไทย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ในนามองค์กรในเครือยูเนสโก คือ ไอคอม (ICCROM) ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก

ในช่วงแรกนี้ มาดามฟรองซัวร์ได้ฝืนมติของคณะกรรมการมรดกโลกและคณะกรรมการมรดกโลกฝืนมติของตนเองโดยเฉพาะมติครั้งที่ ๓๑ ขัดกับมติครั้งที่ ๓๒ แล้วยังทำการบิดเบือนเอกสารที่ใช้ในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนโดยใช้ยุทธวิธีเขมือบพื้นที่ไทยไปให้กัมพูชาโดยผ่านมติคณะกรรมการมรดกโลกแล้วใช้อำนาจแกมบังคับผ่านไปทางภาคีสมาชิก ส่วนกัมพูชาได้จัดทำเอกสารที่บิดเบือนอย่างร้ายแรงโดยยึดแผนที่มาตราส่วน ๑:๒๐๐๐๐๐ มาเป็นเอกสารอ้างอิงในจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ฉบับสมบูรณ์ที่มีรายละเอียดถึง ๖๖๑ หน้า กินอาณาบริเวณกว้างไกลรุกล้ำดินแดนประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่ไทยกลับนิ่งเฉยโดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันซึ่งเน้นการเจรจา (แต่วิชาเจรจาของไทยอ่อนด้อยประสิทธิภาพจะสู้กัมพูชาได้อย่างไร)

หลังจากมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบค ประเทศแคนาดาผ่านไปแล้ว มาดามฟรองซัวร์ยังเดินทางมาเยี่ยมเยียนสมเด็จฮุนเซนและพวกพ้องใน ANPV และบริษัทรับเหมาของฝรั่งเศสที่มาบูรณะปราสาทบาปวนในนครธม และ ICC อังกอร์ เพื่อเตรียมแผนงานและตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนพฤติกรรมทหารไทยในฐานะผู้รุกรานประเทศกัมพูชา ถ้าเราจำได้เหตุการณ์ปะทะของทหารไทยและกัมพูชา ได้ถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก และมีรายงานถึงสภาพของทรัพย์สินคือตัวปราสาท พื้นที่โดยรอบ รอยกระสุน การเสียชีวิตของทหารทั้งสองฝ่าย สุดท้ายยังได้มีการจัดทำรายงานเหตุการณ์ที่ใส่ร้ายทหารไทยเข้าไปในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่สเปน มาดามฟรองซัวร์รับลูกต่อไปผลักดันให้คณะกรรมการมรดกโลกมีคำวินิจฉัยและอนุมัติเงินช่วยเหลือกัมพูชา แถมออกข้อมติครั้งที่ ๓๓ มาอย่างพิสดารพันลึก เพราะต้องการหลักฐานสำคัญนำมาประกอบการขึ้นทะเบียน อาทิ ข้อตกลงร่วมกันระหว่างกัมพูชาและไทย ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาทั้งสองประเทศ ประเทศกัมพูชาง่ายๆ กล้วยๆ แต่สำคัญที่สุดคือรัฐสภาไทย ( ซึ่งดูจะง่ายเหมือนกัน) รวมถึงแผนพัฒนาบริหารจัดการฉบับสมบูรณ์ (ซึ่งเสร็จแล้วอยู่ในมือมาดามเรียบร้อย)

ข้อมติครั้งที่ ๓๓ เกิดขึ้นในการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกที่สเปน เหมือนกับเป็นการติดตามรายงานความคืบหน้าของมรดกโลกประเทศต่างๆ ที่ถูกขึ้นทะเบียนเอาไว้ก่อนลงมติที่เป็นทางการอีกครั้งพร้อมแจกใบรับประกันคุณภาพการันตีจากยูเนสโกโดยการลงนามและประทับตราของผู้อำนวยการใหญ่ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมีความสมบูรณ์ก็คือ พื้นที่รอบตัวปราสาทพระวิหารจะต้องได้รับการส่งมอบจากประเทศไทยโดยผ่านรัฐสภาเพราะจะได้ไม่ขัดต่อคำสั่งของศาลไทยที่เคยส่งผลยืดเยื้อมาได้จนถึงทุกวันนี้

มาดามฟรองซัวร์เป็นผู้หญิงเก่งและฉลาด แต่คุณธรรมนั้นไม่มีเอาเสียเลย การที่นำเอายูเนสโกเข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกนโยบายสันติภาพเข้ามาบังคับให้ประเทศภาคีสมาชิกมรดกโลกอย่างไทยที่หัวอ่อนอยู่แล้วย่อมถูกกับดักและหลุมพรางอย่างง่ายดาย

พฤติกรรมของมาดามฟรองซัวร์ ริวิริแยร์ จึงเป็นพฤติกรรมที่ชั่วร้ายและส่งผลถึงอำนาจอธิปไตยและดินแดนของไทยอย่างเห็นได้ชัดซึ่งขัดกับหลักธรรมาภิบาลของยูเนสโก คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยที่มาดามฟรองซัวร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้จะไม่ได้อะไรเลยจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อกัมพูชาเช่นนี้

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website

Comments are closed.