เขมรใหญ่มาจากไหนไทยจึงต้องเกรง?

ด้วยท่าที่กลับไปกลับมาของรัฐบาลไทยหลายรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต่อกรณีพิพาทกับกัมพูชาแล้วชวนให้เป็นห่วงต่อเกียรติภูมิของชาติที่สั่งสมมาร่วมพันปี นับแต่รัฐบาลขายชาติภายใต้การชี้นำของทักษิณ ชินวัตร ถึงรัฐบาลอ่อนแอปวกเปียกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่าทีล่าสุดหลังแอบดอดเจรจากันแล้วไทย “ยอม” ส่งทูตกลับไปก่อน ตามด้วยการไปเยือนของนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยฯ พานิชย์ แล้วต่อเนื่องด้วยคณะนายทหารสำหรับการเจรจาชายแดน พร้อม ๆ กับนายองอาจ คร้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะผู้ดูแลสื่อ

นายอลงกรณ์ไปเพื่อปูทางเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขยายการซื้อขายและการลงทุนรวมทั้งการตัดถนนเพื่อเชื่อมระบบการขนส่ง เป็นได้ว่าเป็นแรงกดดันจากกรณีที่หลายประเทศไปเยือนกัมพูชาเพื่อขยายการค้าขายและการลงทุน หรือกรณีการส่งคณะนายทหารผู้ดูแลเรื่องชายแดนเพื่อปูทางสู่การประชุมร่วมกันอีกครั้งของจีบีซี และคณะของนายองอาจในการที่จะลดความขัดแย้งผ่านสื่อโดยจัดกลไกบางอย่าง ที่อาจมีนัยยะที่จะปรามสื่อบางค่ายในไทยที่เหล่าผู้นำในพนมเปญออกมาเย้ว ๆ ด่าไม่เว้นวันทั้งตัวเล็กตัวใหญ่

กระนั้นก็ดี ไม่เห็นสุนัขตัวไหน หรือไอ้เข้ตัวไหนจากพนมเปญจะมากรุงเทพเพื่อขอดีด้วย ที่เห็น ๆ ก็ชี้ด่าข้ามสันปันน้ำอยู่ทุกวี่วัน ชนิดไม่ดูหน้าใครใหญ่ใครเล็ก

ก็เพราะประเทศไทยมีนายกฯ ขี้ขลาดตาขาวถนัดแต่ถนอมภาพตัวเอง โตมาจากโรงเรียนชั้นนำที่มีขี้ข้าคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ ทำอะไรเองไม่เป็น ..หรือเปล่า?

แล้วก็มีคนไทยอีกไม่น้อยที่เข้าข้าง ยกย่องสรรเสริญสมเด็จอัครมหาบ้าบอชูคอ ฮุน เซน ทำตัวประหนึ่งขอทานเขมรในดินแดนไทย ไม่ได้แยกแยะเลยว่าตัวเองยืนอยู่บนดินไหน ราวกับบรรพบุรุษมันถูกวาดมาเมื่อคราวพระนเรศวรเผาเมืองละแวก

ในทางหนึ่ง กัมพูชามักข่มไทยในเชิงประวัติศาสตร์ว่าเคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองกว่า และพื้นที่ไทยปัจจุบันเคยเป็นของเขมร กล้าดีบอกจะเอาจังหวัดโน้นจังหวัดนี้

แผนดินไหน ๆ ใครครอบครองก็เหมือนคนถือโฉนดที่ผลัดเปลี่ยนมือไม่ตามเวลาตามการซื้อขาย ก็ดูอย่างโฉนดของที่ดินบางแปลงมีชื่อสลักหลังยาวเหยียดว่าใครเคยเป็นเจ้าของกันมาบ้าง ระบุช่วงเวลาเสร็จสรรพ คนเป็นเจ้าของแรก ๆ ก็ใช่ว่าจะมีสิทธิ์อะไรมาอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของเพราะเคยเป็นเจ้าของมาก่อน บรรดาต้นไม้สิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนควบส่วนขยายของที่ดินก็ใช่ว่าคนปลูกคนสร้างจะมาอ้างสิทธิ์ได้ กฎหมายแพ่งไทยหรือกฎหมายระหว่างชาติก็มองแบบเดียวกัน

สมัยใหม่การเปลี่ยนมือใช้วิธีการซื้อขาย แต่สมัยอดีตการเปลี่ยนมือถือครองเป็นเรื่องของอำนาจเป็นเรื่องสงคราม เป็นกฎของอดีตกาลจะมามองด้วยมุมมองสมัยว่าใครรังแกใครไม่ได้

ชนพื้นเมืองที่อาศัยในสุวรรณภูมินี้ทั้งไทยทั้งเขมรมีมาร่วมหมื่นปีหรือห้าพันปีก่อนกำเนิดพระพุทธศาสนาตามหลักฐานประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่ ในดินแดนภาคกลางของไทยเคยเป็นแหล่งอารยธรรมทวารวดีที่กินพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่กว้างขวางในยุคก่อนยุคอาณาจักร (ยุคที่มีศูนย์กลางการปกครอง) และช่วงต้นของยุคอาณาจักร ที่กินเวลาร่วมพันปี (พุทธศตวรรษที่ ๕-๑๕) ช่วงต้นอาณาจักรเขมรอันยิ่งใหญ่โคตร ๆ นั้นยังเป็นวุ้น กระทั่งปลายทวารวดี จวบช่วงท้าย ๆ แล้วที่เขมรมีอำนาจเข้มแข็งและรุกรานพื้นที่ภาคกลาง แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เขมรที่เรืองอำนาจภาคใต้มีศรีวิชัยขณะที่ภาคกลางมีละโว้ กระทั่งยุคที่สุโขทัยก็มีการทำสงครามรบเขมรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อังกอร์วัด อาณาจักรเขมรรุ่งเรืองมาก็ช่วงสั้น ๆ ประมาณ ๔๐๐ ปี จากนั้นก็ถูกตีแตกโดยอยุธยากระทั่งเมืองพระนคร หรืออังกอร์วัดถูกทิ้งร้างหนีไปสร้างเมืองใหม่ชื่อเมืองละแวก (Lovek) ใกล้ ๆ ทะเลสาบเขมรเพื่อฟื้นฟูเมืองให้กลับมารุ่งเรือง ค้าขายกับต่างชาติ เป็นสมรภูมิป้องกันที่ดี แต่เมื่อถึงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรที่ยก ๔ ทัพเข้าตีเขมรสี่เมืองรวมถึงบันทายมาศในเวียดนาม ครั้งนั้นเมืองละแวกก็ราบคาบถูกเผาทิ้ง (พ.ศ. ๒๑๓๖) กระทั่งพระยาละแวก (นักพระสัตถา) หนีไปเวียดเตียนแล้วตายที่นั่น พระนเรศวรตั้งเมืองอู่ทองซึ่งอยู่เหนือพนมเปญเป็นเมืองหลวงใหม่ เขมรรบกันเองบ้างอะไรบ้างแต่ก็เป็นประเทศขี้ข้าของไทยร่วม ๔๐๐ ปี นานพอๆ กับยุคที่อาณาจักรเขมรเรืองอำนาจ จนเมื่อถึงรัชกาลพระนั่งเกล้าแห่งกรุงรัตน์โกสินทร์ ที่กษัตริย์นโรดม (นักองค์ราชาวดี) ซึ่งเติบที่กรุงเทพเมื่อเป็นกษัตริย์ก็ย้ายเมืองหลวงไปพนมเปญแล้วซบอกฝรั่งเศส นักองค์สีสุวัตถิ์น้องชายของนักองค์ราชาวดีคือปู่ของสุนัขจิ้งจอกสีหนุ

สภาพการเมืองการปกครองในยุคก่อนที่เรียกว่ายุคอาณาจักรต่างกับยุครัฐชาติปัจจุบันที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน มีเมืองใหญ่เป็นเมืองเอกของอาณาจักร มีเมืองบริวารที่มีกษัตริย์หรือเจ้าเมืองปกครอง มีการขึ้นต่อกันและไม่ขึ้นต่อกันเป็นช่วง ๆ มีการทำสงครามรบพุ่งเพื่อยึดครองกันอย่างต่อเนื่องและมีการเชื่อมไมตรีผ่านการแต่งงาน

แม้ว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองของโลกเปลี่ยนไปมากจากอดีต เขมรก็ยังเป็นแต่เพียงประเทศเล็กที่เต็มไปด้วยความยากจนค่นแค้น การเมืองภายในไม่มีเสถียรภาพแม้ฮุน เซน จะปกครองมายาวนานร่วมยี่สิบปี ไม่มีความพร้อมในด้านใด ๆ เลย นักการเมืองเขมรหากจะเปรียบเทียบแล้วก็ระยำหมาไม่ต่างจากนักการเมืองไทยที่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ทุกวันนี้ยังมีปัญหายึดที่ดินชาวบ้านไปทำโรงงานน้ำตาล การประท้วงของกรรมกรโรงงาน เกิดภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมหลายบริเวณ ก็เมื่อเร็ว ๆ ยังอพยพหนีอดตายมาหากินในฝั่งไทยชนิดทิ้งหมู่บ้าน และทั้งแสนยานุภาพทางการทหารก็ไม่ได้เหนือไปกว่าไทย

แต่ที่เขามีคือผู้นำเขาไม่หัวใจปลาซิวเหมือนนายกฯ ไทย

ป.ล.ก็เพิ่งทราบว่าที่เขมรชอบด่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุลว่าเป็นพวกคนป่าเถื่อนโหดร้าย (barbarin) แท้จริงแล้วชื่อ Kampuchea ตามความหมายในพงศาวดารของอินเดียที่บันทึกไว้ มีความหมายว่า “barbarin” (Wiki: In the Indian chronicles the Kambuja were a barbarian..)

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website

Comments are closed.