เขมรไล่ชาวบ้านใกล้พระวิหารพ้นที่อยู่-รุกคืบแผนบริหารจัดการ

ฟิฟทีนมูฟ — การดำเนินการของเขมรในการปฏิบัติตามแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารระหว่างรอมติคณะกรรมการมรดกโลกในปีหน้ากำลังมีความคืบหน้าตามลำดับ ทั้งการกันพื้นที่เป็นเขตกันชน การก่อสร้างอาคารสำนักงาน การตัดถนนคอนกรีตเชื่อมต่อปราสาทพระวิหารกับพื้นที่ต่าง ๆ และการย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่กันชนและเขตที่ตั้งสำนักงาน มีข่าวตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าทางการกัมพูชาได้สั่งย้ายชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ใกล้ปราสาทพระวิหารให้ไปอยู่ในพื้นที่จัดสรรใหม่ที่เรียกว่า “หมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช” เป็นชื่อที่มาจากชื่อสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ล่าสุดมีประกาศโดยกำหนดเส้นตายให้ชาวบ้านอีกพื้นที่คือหมู่บ้านสวายจรุม ย้ายออกภายใน ๗ วัน หากเกินกำหนด เจ้าหน้าที่ทำการรื้อย้ายและไม่รับประกันในความเสียหายต่อทรัพย์สิน ขณะที่ชาวบ้านยังคงยืนยันจะไม่ย้ายเนื่องจากพื้นที่ใหม่เต็มไปด้วยกับระเบิด ไม่มีเส้นทางคมนาคมและบางส่วนมีความสงสัยในตัวเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หมู่บ้านดังกล่าวเคยให้ย้ายออกภายในสิ้นเดือนกันยายน โดยทางการเสนอเงินชดเชย ๒ ล้านเรียล หรือประมาณ ๑๔,๒๕๐ บาท พร้อมที่ดินแปลงใหม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ บ่ายวันนี้ (๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓) ว่ากลุ่มชาวบ้านใกล้ปราสาทพระวิหารมากกว่า ๒๕๐ ครอบครัวปฎิเสธเส้นตายไล่ที่ซึ่งมีกำหนดในสัปดาห์หน้า ตามประกาศเมื่อวันอาทิตย์โดยนายสก ฮาย (Sok Hay) นายอำเภอจอมกะสาน (Choam Ksan) จังหวัดพระวิหาร สั่งให้ชาวบ้านจำนวน ๒๕๓ ครอบครัว ในหมู่บ้านสวายจรุม (Svay Chrum) ตำบลกันต๊วต (Kantuot) ละทิ้งบ้านภายใน ๗ วัน โดยแต่ละครัวได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับที่ดินแปลงใหม่ขนาด ๕๐x๑๐๐ เมตร ใกล้หมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวมีชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือนถูกย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว เพื่อหลีกทางให้กับการพัฒนาปราสาทพระวิหารที่ได้รับการยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกเมื่อปี ๒๕๕๑

ในหนังสือคำสั่งของสก ฮาย ระบุว่า ถ้าชาวบ้านไม่ย้ายออกด้วยความสมัครใจภายในเส้นตายสัปดาห์หน้า พวกเขาจะถูกย้ายออกโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและรัฐบาลจะไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียทรัพย์สินใด ๆ หมู่บ้านสวายจรุมตั้งอยู่ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ ๑๒ กิโลเมตร นายเสา ยาธ (Sao Yath) ชาวบ้านสวายจรุมที่ได้รับคำสั่งดังกล่าวปฏิเสธการไล่ที่ ให้เหตุผลว่า “พื้นที่ใหม่ไม่มีถนนและเต็มไปกับระเบิด ตนผิดหวังอย่างมากที่พวกเขาพยายามริบที่ดินของเราและยังคับให้เราไปตั้งบ้านในที่ใหม่” นางกิม สุพี (Sophy) อายุ ๓๘ ปี ชาวบ้านสวายจรุมอีกรายให้เหตุผลเพิ่มเติมอีกอย่างว่าชาวบ้านมีความสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ออกคำสั่งให้ย้าย “เราจะยังอยู่ที่นี่ต่อจนกว่านายกรัฐมนตรี ฮุน เซน จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าเราต้องออกไป”

นายฮาง สุธ (Hang Soth) เลขาธิการใหญ่องค์การแห่งชาติพระวิหาร1 ระบุว่าชาวบ้านดื้อด้านโดยไม่จำเป็น “ทำไมจึงไม่เชื่อหนังสือของรัฐบาล? มันเป็นหนังสือทางราชการ” และแนะนำกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องเขียนถึงคนพวกนี้ เขาอยู่ห่างไกลจากความเจริญ”

นั่นเป็นคำพูดและมุมมองของเจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชาที่มีต่อชาวบ้าน การขับไล่ชาวบ้านออกจากที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในกัมพูชาและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นการไล่ชาวบ้านในชุมชนแออัดเด็ยกระหอม (Dey Krahorm) ในกรุงพนมเปญ (ภาพล่างซ้าย) เพื่อนำไปพัฒนาเป็นย่านธุรกิจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ในเดือนมิถุนายนปีนี้มีการใช้ความรุนแรงในการไล่ที่และเผาทำลายบ้านเรือน (ภาพล่างขวา) เพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาเป็นโรงงานน้ำตาลในจังหวัดกัมปงสปรือ (Kompong Speu) กระทั่งนำไปสู่การประท้วงเรียกร้องที่กรุงพนมเปญในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา หากย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ก่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทฯ มีหนังสือร้องเรียนขององค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียต่อการไล่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านโอเจือเตียล ตำบลจอมกระสาน อันเกี่ยวเนื่องกับการเตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียน มีผู้เสียชีวิตสองราย ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมจำนวนมาก การไล่ที่ชาวบ้านเพื่อนำไปพัฒนาตามแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารครั้งล่าสุดนี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่สุดท้ายอาจเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีการแข็งขืนบ้างประปรายเช่นเดียวกับอีกหลายหมู่บ้านก่อนหน้านี้ที่ถูกย้ายไปอยู่ในพื้นที่จัดสรรใหม่ในหมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช และใกล้เคียง

DeyKraham-1.0 House-Burning

ในเอกสาร The Temple of Preah Vihear Inscribed on the World Heritage List  (UNESCO)
since 2008 โดยสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้พูดถึงบางส่วนของแผนบริหารจัดการที่ได้เนินการไปแล้วหลังการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ โดยยกตัวอย่างหมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช ตามเอกสารเรียก Samdech Techo Eco-village (STEV) ที่ระบุว่าเป็นไปเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และเพื่อการผนวกรวมชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหารเข้ามายังโครงการ เพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมรดกโลกโดยสอดคล้องกับยูเนสโกและมาตรฐานศูนย์มรดกโลก โครงสร้างจัดผังโดยแบ่งพื้นที่เป็น ๔ ส่วน ประกอบด้วย ๑) พื้นที่อาศัยของประชาชน โรงเรียนและศูนย์สาธารณสุข ๒) พิพิธภัณฑ์สิ่งแวดล้อม ๓) พื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้กับระเบิด (CMAC)  และ ๔) พื้นที่สงวนสำหรับการลงทุน ดังภาพด้านล่าง

Samdech-Techo-Eco-village
ผังหมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช หรือ Samdech Techo Eco-village เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการที่กัมพูชาเสนอต่อศูนย์มรดกโลก

Samdech-Techo-Eco-village2
หมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโช ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ (บนสุด) ศูนย์บริการสาธารณสุข (ซ้าย) โรงเรียนและบ้านพักอาศัย

ตามเอกสาร หมู่บ้านธรรมชาติสมเด็จเดโชก่อตั้งตามประกาศของรัฐบาลกัมพูชาที่ EO No590 มีพื้นที่ ๒๗๔,๘๕๖ ไร่ ครึ่งหนึ่งถูกผนวกรวมในแผนการพัฒนาปราสาทพระวิหาร หมู่บ้านรองรับประชาชน ๓๑๙ ครอบครัวที่หมู่บ้านถูกทำลายราบคาบโดยการยิงจรวดของไทยเมื่อวันที่ ๒ และ ๓ เมษายน ๒๕๕๒ และรองรับชาวบ้านเพิ่มเติมที่ย้ายจากหมู่บ้านโกมุยอีก ๔๗๕ ครอบครัว เพื่อสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการของพื้นที่ปราสาทพระวิหารโดยรวม พื้นที่และโครงสร้างส่วนใหญ่ของหมู่บ้านก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ในช่วง ๕ เดือนระหว่างกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ถึง กลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ มีประชาชนย้ายเข้ามาอยู่แล้วทั้งสิ้น ๗๙๔ ครอบครัว

เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้นำเสนอข่าวการมาเยือนของนาย Douglas Harvey Monro Gibson เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟิกาใต้ โดยมีนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ให้การต้อนรับ นายสก อาน ได้โน้มนำให้แอฟริกาใต้สนับสนุนการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกผ่าน ICC ที่จะจัดตั้งขึ้น พร้อมนำเสนอการดำเนินการที่ผ่านมาด้วยความมุ่งมั่นของนายกฯ ฮุน เซน ที่ก่อตั้งองค์การพระวิหารแห่งชาติและทุ่มเทงบประมาณดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ และได้บอกกว่าแก่นาย Douglas Harvey Monro Gibson ว่าความตึงเครียดระหว่างกัมพูชากับไทยนั้นเกิดจากความเป็นจริงที่ว่าประเทศไทยได้ใช้แผนที่ปริศนา ลับและจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยไม่เป็นที่รับทราบของนานาชาติในการรุกล้ำกัมพูชาและละเมิดคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี ๒๕๐๕

ย้อนไปในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ Agence Kampuchea Presse (AKP) ของกัมพูชาได้รายงานข่าวการนำเสนองานศึกษาวิจัยหัวข้อ “A Systematic Mechanism for the Conservation and Sustainable Development of the Khmer Temple of Preah Vihear and Its Vicinity” โดย Professor Yoshida จากมหาวิทยาลัยโตเกียว และ Dr. เนธ บุราเม็ย (Neth Boramey) จากมหาวิทยาลัยพนมเปญ แก่นายสก อาน ที่หน่วยสื่อและการตอบโต้เร็ว สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ ๑ เดือนเดียวกัน นายสก อาน ได้ชื่นชมผู้นำเสนอว่าได้ขยายวิสัยทัศน์ผู้นำให้แก่องค์การแห่งชาติปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันนายสก อาน ได้ให้รายละเอียดความสำคัญของแผนบริหารจัดการที่ได้ยื่นไปยังยูเนสโกและได้รับการความประทับใจอย่างสูงจากที่ประชุมที่บราซิล

รายละเอียดเหล่านี้เป็นความพยายามในการรุกชิงพื้นที่ทำความเข้าใจกับนานาชาติ และเร่งการดำเนินการเพื่อบรรลุแผนบริหารจัดการปราสาท ที่การดำเนินการส่วนใหญ่อยู่ในห้วงหนึ่งปีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยนิ่งเฉยไม่กระตือรือร้นทำการใด และเมื่อเหตุการณ์จวนตัวในคราวการประชุมที่บราซิลก็ลุกลี้ลุกลนดำเนินการ และระหว่างที่ประชาชนคนไทยลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ดำเนินการเพื่อป้องกันการเสียดินแดนจากมติรับแผนบริหารจัดการในการประชุมคราวหน้า นายกรัฐมนตรีไทยกลับดำเนินการในทางตรงข้ามและสาละวนกับการประดิษฐ์คำแก้ต่าง แก้ตัว ปั้นเหตุผลกลบความไม่เอาไหนของรัฐบาล

--------------------------------------
  1. the Preah Vihear National Authority-NAPV []

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website

Comments are closed.