โจทย์-โจทก์ ใน UNSC

ฟิฟทีนมูฟ — ในที่สุดความพยายามของกัมพูชาที่จะเอาปัญหาพิพาทพรมแดนที่จดจ่อมาตั้งแต่สองปีที่แล้วสู่เวทีนานาชาติก็เป็นผล นับว่าตำราของจิ้งจอกเฒ่าสีหนุที่ตกทอดสู่ผู้นำกัมพูชารุ่นลูกนั้นใช้งานได้อย่างเห็นผล ศาสตร์แห่งความกลอกกลิ้งและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เป็นผู้ด้อยที่คุกคามระรานแล้วป่าวร้องขอช่วย เป็นที่รับรู้ในเวทีประชาคมโลกว่าเป็น “สันดานเขมร” แต่หากเทียบกัน กะล่อนมืออ่อนหัดอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้นชื่อชั้น ทักษะ ยังนับว่าห่างไกล

ทหารเขมรคัดแยกอาวุธหนักที่ปราสาทพระวิหาร

พิเคราะห์จากอาการ “เหวี่ยง”ของนายอภิสิทธิ์บ่ายวานนี้ก็พอเห็นวี่แววว่าสิ่งใดจะเกิดในเวทีประชุมย่อยแบบปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า และกิริยาอาการถามหาความรับผิดชอบจากผู้อื่นของนายอภิสิทธิ์ไม่เฉพาะเป็นการส่อกิริยาเข้าตาจนแต่ประการเดียว แต่สะท้อนพฤติกรรมพิมพ์นิยมที่พรรคประชาธิปัตย์ถือปฏิบัติมากว่า ๖๐ ปี คือป้ายสีใส่คนอื่น อย่างที่เป็นที่รับรู้มายาวนานว่าเป็น “สันดานประชาธิปัตย์

คาดการณ์ได้ว่าการเดินทางของคณะ “ชวนนท์-กษิต” ไปชี้แจงที่การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในสภาพที่ถูกบีบให้ตกอยู่ในฐานะ “จำเลย” ไปแก้ต่างนั้น โดยพิเคราะห์ท่าทีและพฤติกรรมที่ผ่านมา นอกจากจะพยายามไปบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ไม่พ้นลงเหวลงคูด้วยการไปยืนยันว่ามีกลไกทวิภาคีอยู่แล้วทั้ง MOU43 และ JBC ด้วยท่วงท่าสุภาพบุรุษ-เด็กดีอย่างที่เป็น ๆ มา ทว่าเขมรบอกป่าวบอกปัดต่อเนื่องว่ากลไกที่ว่านั้นไม่สามารถนำใช้ได้อีก ไม่เอา-ไม่คุยสองฝ่าย และย้ำ ๆ เน้น ๆ อย่างต่อเนื่องว่า “ไทยรุกราน” บนพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ของกัมพูชา ตามแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่ไทยก็รับทุก map มี s  ขณะนโยบายของรัฐบาลประชาธิปัตย์ประกาศย้ำเฉพาะแต่ปากว่ายึดสันปันน้ำ แต่ไม่ยืนยันความเป็นเจ้าของพื้นที่ ไปสรุปและพูดแทนคนอื่นอยู่เสมอว่าเป็น “พื้นที่พิพาท” กระทั่งวิธีคิดแบบพื้นที่พิพาทที่ทอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ของตนเองนี้ “ซึมเยิ้ม” ไปถึงระดับแม่ทัพนายกองที่มีหน้าที่ปกปักรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน

ในสภาวะที่เป็นฝ่ายตั้งรับและต่อสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ สิ่งแรกสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีพึงทำคือ “หยุดเลว” ด้วยการหยุดใส่ร้ายป้ายสีคนไทยด้วยกันและประดิษฐ์เหตุผลข้ออ้างใหม่ ๆ มากลบเกลื่อนความผิด-ความพลาดของตน ควรหันหน้าพูดความจริงอย่างลูกผู้ชายอย่าง “เต็มชาย” ว่าพลั้งพลาดเสียเชิงให้เขมรอย่างไร นับแต่การถอนทหารออกจากวัดแก้วฯ เมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ แต่ทหารพื้นที่ต้องการปกป้องดินแดนก็นำแทร็กเตอร์ไถทางจากสระตราวไปภูมะเขือ1 จนทหารเขมรยิงอาร์พีจีใส่ จึงปะทะบานปลาย ฯลฯ

ด้วยสามารถคาดการณ์ได้ ห้วงสองวันที่ผ่านฟิฟทีนมูฟได้ตั้งโจทย์สอบถามเพื่อหาทางออกต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องรับมือในที่ประชุมย่อยแบบปิด2 ที่จะมีเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศไทย กัมพูชา ประธานอาเซียน และตัวแทนของ ๕ ชาติสมาชิกถาวร เราได้คำตอบว่า

ประการแรก หากประเทศไทยยืนยันความเป็นเจ้าของพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ตามสิทธิ์โดยสมบูรณ์และเว้นพื้นที่ ๒-๓ ไร่ ของตัวปราสาทเป็นพื้นที่พิพาท โดยฐานของอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ และสนธิสัญญาและพิธีสารแนบท้าย ค.ศ. ๑๙๐๗ ประกอบกับคำตัดสิน คำพิพากษาแย้ง และคำพิพากษาเอกเทศ โดยเฉพาะด้านที่เป็นคุณของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น สิ่งแรกที่ต้องทำโดยเร่งด่วนก่อนการประชุม คือ การแสดงอธิปไตยเหนือพื้นที่ โดยการให้ทั้งทหารและพลเรือนชาวกัมพูชา ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ออกไปทั้งหมด โดยใช้มาตรการและแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพบกประกอบกับกองทัพอากาศ เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยเร่งด่วนและทันที เพื่อกุมสถานการณ์ ควบคุมและแสดงอธิปไตยเหนือพื้นที่ โดยศักยภาพของกองทัพอากาศนั้นจากการตรวจสอบทราบว่าใช้เวลาปฏิบัติการไม่กี่ชั่วโมง (รวมถึงการข้ามเขตเพื่อตัดการโจมตีด้วย BM-21 ที่มีฐานที่มั่นที่สวายจรุมและโกมุยด้วย)

ประการที่สอง การเข้าไปในที่ประชุมย่อยของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ จะต้องไปในฐานะ “โจทก์” มิใช่ “จำเลย” เข้าไปเพื่อฟ้องร้องว่ากัมพูชารุกราน เกะกะระราน และละเมิดดินแดนบนพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. บรรดาหลักฐานเหล่านี้ฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศมีพร้อม ซึ่งสามารถย้อนเหตุการณ์ไปนับแต่ช่วงปี ๒๕๓๕ ก็ย่อมได้ ประกอบกับสถานการณ์ล่าสุดถึงเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะ การมีเป้าหมายที่จะสร้างความเสียหายแก่พลเรือนโดยการโจมตีที่ตั้งชุมชน โรงเรียนในเขตภูมิซรอล ตลอดจนการใช้ซากปรักหักพังของปราสาทเป็นที่ฐานยิงอาวุธหนัก ฯลฯ

ประการที่สาม สิ่งที่ต้องดำเนินการคู่กันคือการปฏิเสธการเข้ามาเกี่ยวข้องของชาติหรือองค์กรที่สาม ทั้งคณะมนตรีความมั่นคง ยูเนสโก อาเซียน หรือชาติใด เพราะ (จากประการแรก) หากยืนยันว่าพื้นที่นั้นเป็นของไทยโดยสมบูรณ์ เหตุเกิดในเขตอธิปไตยของไทย การจัดการกับผู้รุกรานย่อมกระทำได้ภายในขอบเขตอธิปไตยซึ่งประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศไม่มีสิทธิเข้ามาก้าวก่ายเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามกฎบัตรของสหประชาชาติ

ประการที่สี่ สิ่งที่ต้องทำประกอบกันในที่ประชุมอีกประการ คือ กันชาติตะวันตกทั้งหมดออกจากเรื่องราวปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยกับจีนว่า “ตั่วเฮีย” (พี่ใหญ่) เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนเอเชียและคนเอเชียด้วยกันต้องจัดการกันเอง อย่าให้ชาติตะวันตกผิวซีดเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของคนเอเซีย และต้องบอกกับตั่วเฮียว่า “เด็ก” ของตั่วเฮีย (เขมร) นั้นเกะกะระราน ขอให้ช่วยควบคุมดูแล เพราะเป็นที่ทราบอย่างดีว่าประเทศที่มีอิทธิพลและให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ต่อกัมพูชามากที่สุด ณ ขณะปัจจุบันคือประเทศจีน จีนเป็นประเทศที่กัมพูชาเกรงใจมากที่สุดและเมื่อครั้งที่มีเหตุวิวาททะเลาะน้ำลายข้ามสันปันน้ำกรณีของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปีก่อนนั้น จีนเป็นคนปรามให้กัมพูชาสงบปากสงบคำ ไม่เชื่อก็ให้ถามเอากับซก อาน ว่าจีนพูดอะไรที่สนามบินพนมเปญ

อีกทั้ง ทิศทางที่ฝักใฝ่และหวังพึ่งสหรัฐอเมริกาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น เป็นหนทางที่ผิดโดยสิ้นเชิงเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ “คบไม่ได้-เชื่อไม่ได้” มากที่สุดประเทศหนึ่ง อเมริกาพร้อมเปลี่ยนจุดยืนและท่าทีตามผลประโยชน์ กรณีล่าสุดเกี่ยวกับอียิปต์ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ กรณีสหรัฐอเมริกาช่วยเหลือกัมพูชาทั้งตัดแข้งตัดขาไทยและส่งกระบี่มือหนึ่งช่วยเขมรว่าความคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕ ก็เป็นบทเรียนที่ไทยไม่เคยจำ

อีกประเทศที่พอจะพูดคำไหนคำนั้นและพึ่งพาได้ คือ รัสเซีย ที่สายสัมพันธ์แม้จะใกล้กับกัมพูชามากกว่าแต่ไม่ดีไม่ร้ายกับไทยนักนั้น ถูกทำสะบั้นด้วยกรณีวิกเตอร์ บูต ด้วยการเมืองการทูตแบบสิ้นคิด เด็กดีเอาใจอเมริกาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประเทศอื่นเขาจะ “เห็นหัว” เกรงใจ และคุยกันได้ในเวทีระหว่างประเทศไม่ใช่เพราะสยบยอม ประจบประแจง ทำตัวเป็นลูกไก่ในกำมือ หากแต่ต้องอยู่ให้สมภาคภูมิ และต้องไม่เป็นสุภาพบุรุษแบบพาซื่อไม่รู้กลเกมการเมืองระหว่างประเทศ ความเป็นสุภาพบุรุษแบบประชาธิปัตย์ที่ทำมาตลอดนั้น ทั้งคาบเส้นและซ้อนทับกับคำว่า “โง่เง่า” และสถานการณ์นี้ก็ไม่ใช่เวทีแสดงความ “สุขุมคัมภีรภาพ” ของรัฐมนตรีผู้ซึ่งย้าย “สันปันน้ำ” มาไว้ท้องนาท้องทุ่ง

ต่อกรณีการเข้ามาของยูเนสโก ประเทศไทยต้องปฏิเสธโดยเด็ดขาดไม่ให้เข้าพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. และที่ตั้งของซากปรักหักพังของปราสาท เพื่อเป็นการแสดงอธิปไตยและกันไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่มีส่วนในการสร้างความขัดแย้งเข้ามายุ่มย่าม ทั้งยูเนสโก สหประชาชาติ ไม่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกับคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา ๕๙ ของธรรมนูญศาลฯ ที่คำตัดสินไม่มีผลผูกพันต่อศาลและองค์กรอื่น ผูกพัน “เฉพาะกรณี” ระหว่างคู่กรณี คือ ไทยกับกัมพูชา

การดำเนินการของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ทั้งฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศ ต่อกรณีเขมรนั้น ถ้าไม่ผิดทิศผิดทาง ก็ชักช้าจนเกินกาลมาตลอด กรณีปะทะกัน ทั้งที่ควรล็อบบี้ก่อนหน้าก็ไม่ได้ทำ เป็นแต่โทรศัพท์สายตรงหาบัน คี มูน ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย การสัมพันธ์คบหากับใครในฐานะ “เพื่อน” ในเวทีระหว่างประเทศแทบไม่มี จนมีสภาพคล้ายประเทศอันโดดเดี่ยวไม่มีใครคบหา หลงเข้าใจไปตามตำรับตำราและติดมายาสุภาพบุรุษบนโพเดียม

เราได้เสนอทางออกและสิ่งที่ต้องทำโดยเร่งด่วน หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างข้อได้เปรียบในเบื้องหน้าหากมีเหตุเปลี่ยนแปลง การไปยังที่ประชุมคณะมนตรีฯ ต้องไปอย่างแกร่งกล้ามีศักดิ์ศรี พลิกสภาพจำเลยเป็นโจทก์ และหากเวลาที่เหลือนี้จัดการ “แสดงอำนาจอธิปไตย” เหนือพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ไม่ทัน ก็ให้เร่งจัดการระหว่างการฟ้องร้องชี้แจงและต้องทำให้สะเด็ด-จบ เพราะที่เวทีนั้นเรายังอยู่และยืนต้านได้หากมีอะไรเกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้ ทุกปฏิบัติการทางทหาร บรรดาซากปรักหักพังของปราสาทไม่ควรมีเหลืออยู่ให้เป็นชนวนความขัดแย้งอีก!!

แต่ถ้าเป็นอย่างเดิม ไปอย่างเดิม ทำอย่างเดิม ก็..จบเห่แล้วล่ะเพื่อนร่วมชาติ!!

--------------------------------------
  1. ส่วนนี้รายงานตรงกันทั้งสือเขมร และนักข่าวสายทหาร-ความั่นคงอย่างคุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ และคุณวาสนา นาน่วม []
  2. closed meeting []

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website