ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล: ศาลโลกกับปราสาทพระวิหาร ณ วันนี้

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ขณะเขียนบทความศาลโลกกับปราสาทพระวิหาร ณ วันนี้

ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ขณะเขียนบทความศาลโลกกับปราสาทพระวิหาร ณ วันนี้

ศาลโลกกับปราสาทพระวิหาร ณ วันนี้
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
 

ก่อนอื่น ผมขอย้ำว่าข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ จำกัดอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หาใช่ ‘เขาพระวิหาร’ ตามที่หลายท่านกล่าวถึงอย่างคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผมจึงได้ท้วงติงหลายครั้งและพยายามแก้ใขการใช้ถ้อยคำเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้พิจารณาและลงความเห็นว่า ศาลฯ มีอำนาจตีความคำพิพากษาข้อพิพาทดังกล่าวตามคำขอของกัมพูชาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้ง ๆ ที่ในอดีต ศาลฯ ไม่เคยรับพิจารณาคำร้องขอให้ตีความหลังจากตัดสินไปแล้วเกินสองปี โดยเฉพาะในคดีซึ่งเวลาได้ผ่านพ้นไปเนิ่นนานเกิน ๑๐ ปี ซึ่งพ้นกำหนดตามธรรมนูญศาลข้อ ๖๑ ว่าด้วยการทบทวน ส่วนข้อ ๖๐ ว่าด้วยการตีความนั้น ก็เป็นที่เข้าใจว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นและไม่เคยปรากฏหลังจากคดีผ่านพ้นไปแล้วเกิน ๒ หรือ ๓ ปี

ในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งศาลฯ พิพากษาไปแล้วกว่า ๕๐ ปี จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือทบทวนใหม่ในเมื่อไทยได้ปฏิบัติตามพันธะกรณีทุกประการทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาที่ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม และได้ตั้งข้อสงวนว่าจะหาทางเรียกร้องอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารคืนทันทีที่พัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้กระทำได้ ซึ่งทั้งนี้ ไม่มีคำคัดค้านหรือทักท้วงจากคู่กรณีหรือประเทศสมาชิกอื่นใดของสหประชาชาติ อนึ่ง ผมขอย้ำอีกครั้งว่าข้อสงวนดังกล่าวปลอดอายุความซึ่งหมายถึงไม่มีข้อจำกัดเรื่องกำหนดเวลา

เมื่อกัมพูชาได้หยิบยกคดีเก่าซึ่งในทางปฏิบัติพ้นกำหนดทบทวนหรือตีความขึ้นมาให้ศาลพิจารณา ไทยมิได้คัดค้านอำนาจศาลฯ ตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการทั้งที่ไทยไม่ได้รับอำนาจศาลมานานกว่า ๕๐ ปี อีกทั้งไม่ยึดมั่นในจุดยืนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก ไม่มีกลไกหรืออำนาจบังคับคดีไม่ว่าจะตัดสินผิดถูกประการใด ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นเพราะผู้มีอำนาจบริหารฝ่ายไทยขาดความเข้าใจขั้นพื้นฐาน ประมาท หรือจงใจสมคบคิดกับกัมพูชาก็ตาม ผลลัพธ์คือความสูญเสียที่ประชาชนคนไทยไม่อาจยอมรับ

ในกรณีปราสาทพระวิหาร ณ วันนี้ การตีความใหม่รวมทั้งการขยายความคำพิพากษาเดิมเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว โดยปราศจากพื้นฐานทางกฎมาย และไทยมิได้ยินยอมรับอำนาจพิจารณาของศาลโดยบังคับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นต้นมา ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาหรือตีความคำพิพากษาเก่า หรือบังคับคดีที่ผ่านพ้นไปแล้วกว่ากึ่งศตวรรษ อีกทั้งวัตถุพยานและพยานบุคคลก็สิ้นสภาพไปนานแล้ว และศาลก็มิได้อ้างอิงพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างประพฤติปฏิบัติของคู่กรณีคือไทยและกัมพูชาซึ่งรับคำพิพากษาโดยมิได้มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับปฏิบัติการของไทยมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี

ฉะนั้น การที่กัมพูชานำปัญหามาร้องเรียนอีกครั้งจึงเป็นเรื่องใหม่ มิใช่เรื่องเดิม ศาลฯ ย่อมไม่มีเหตุผลหรือพื้นฐานทางกฎหมายที่จะรื้อฟื้นคำพิพากษาของศาลฯ เมื่อ ๕๐ ก่อนมาตีความหรือขยายความ กล่าวคือ จาก ‘พื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่’ ขยายเป็น ‘พื้นที่ปลายสุดของหน้าผา’ ซึ่งมิได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทในคดีเดิม คำขอของกัมพูชาในคดีแรกจำกัดอยู่ที่ตัวปราสาทและพื้นที่ที่ปราสาทตั้งอยู่เพียงไม่กี่ไร่ หรือไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสี่ตารางกิโลเมตรของยอดเขาบรรทัดหรือเขาดงรักโดยมีสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ในเมื่อศาลฯ ได้ตัดสินคดีโดยปราศจากอำนาจ และตีความโดยขยายความเกินกว่าคำพิพากษาเดิม ถือว่าเป็นคดีใหม่ที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับใช้กับไทยในแง่การพิพากษาตีความ ส่วนในแง่บังคับคดีนั้น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจหรือกลไกอยู่แล้ว ศาลฯ จึงแนะนำให้คู่กรณีไปเจรจาตกลงกันเอง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าฝ่ายที่จะได้ประโยชน์คือกัมพูชา และฝ่ายที่ไม่มีทางได้คือไทย

ปัญหาในปัจจุบันคือ ประเทศไทยมีคนดีที่รักชาติรักแผ่นดินและรักความยุติธรรมพอที่จะรักษาอธิปไตยของชาติให้ยั่งยืนต่อไป หรือจะยินยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้อำนาจหยิบยกอธิปไตยเหนือดินแดนไทยบางส่วนให้กัมพูชา โดยใช้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นแพะรับบาป อ้างว่าปฏิบัติตามคำพิพากษาตีความและขยายความของศาลฯ ทั้งๆ ที่ศาลฯ ไม่มีอำนาจพิจารณาหรือบังคับคดี

สมปอง สุจริตกุล
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website