วิบากพระวิหาร ๕๐ ปีในมือคนประชาธิปัตย์: ๑ เสนีย์

ฟิฟทีนมูฟ — กว่าห้าสิบปีของความขัดแย้งไทย-เขมร นับแต่ห้วงเวลาก่อนคดีปราสาทพระวิหารถูกนำไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กระทั่งปัจจุบัน ที่ขยายขอบเขตกินความตลอดแนวพรมแดน และปะทุเป็นความรุนแรงล่าสุดบนพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร บวกสามไร่กว่าอันเป็นอาณาบริเวณปราสาทและใกล้เคียง มีความเกี่ยวข้องอย่างมิอาจแยกได้กับ “บุคคล” ของ และ “พรรค” ประชาธิปัตย์

Seni-Pramoj

ปูชนียบุคคลอันเป็นที่ยกย่องและเอ่ยถึงเสมอโดยประชาธิปัตย์เห็นจะไม่พ้น “ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช” หัวหน้าคณะฝ่ายทนายไทย1 ว่าความเฉพาะส่วนเล็กน้อยเกี่ยวกับวัฒนธรรม ในคดีปราสาทพระวิหาร ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕ ที่เป็นทั้งอดีตผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค  “ผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย”

ในช่วงต้นที่เขมรฟ้องคดีนั้น ไทยไม่ความพร้อมและแทบไม่มีข้อมูลสู้คดี ขณะที่เขมรเตรียมความพร้อมอย่างดีหลายด้าน ทั้งส่งคนไปศึกษาข้อมูลคำพิพากษาต่าง ๆ ของศาลโลกเป็นการล่วงหน้า เมื่อถูกฟ้องคดีในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ก่อนการแต่งตั้งทนายแก้ต่าง คณะกรรมการขณะนั้นแบ่งเป็นสองกลุ่มซึ่งขัดแย้งกัน คือ กลุ่มกระทรวงต่างประเทศโดยรัฐมนตรี ดร.ถนัด คอมันตร์ และกลุ่มกระทรวงยุติธรรมโดยรัฐมนตรี พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ และมี ดร.กนธีร์ ศุภมงคล อธิบดีของกระทรวงการต่างประเทศที่คิดโค่น ดร.ถนัด เข้ากับฝ่ายหลัง

ซึ่ง ดร.กนธีร์ เองมีวาระซ่อนเร้นอื่น คือเพื่อปกปิดความผิดที่ทำบันทึกเสนอไปยัง “นายวรการบัญชา” ว่าทุกประเทศต่างรับอำนาจศาลโลก เมื่อเกือบสิบปีก่อนหน้า ซึ่งทั้งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและเป็นเหตุให้ไทยต้องรับอำนาจศาลโลก

ขณะที่ ม.ร.ว.เสนีย์ เข้าเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวเนื่องจากเป็นหุ้นส่วนสำนักทนายความ “เสนีย์-อรรถการีย์” และเคยเป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อนนั้น ดร.ถนัด คอมันตร์ เรียก ดร.สมปอง สุจริตกุล ในวัยยี่สิบกว่าให้เข้าไปช่วยงานเพราะเป็นที่ทราบว่า ดร.สมปอง มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ มีความแม่นยำในวิธีเขียนตัวบทกฎหมาย และที่สำคัญสุดคือเคยทำงานในห้องสมุดศาลโลก กรุงเฮก ทุกวันในช่วงระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น ดร.สมปองเสนอ “ตัดฟ้อง2 ไปยัง ดร.ถนัด เพราะเหตุว่าศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

ขณะ ดร.ถนัด เสนอตัดฟ้อง ก็เป็นขณะเดียวกับที่ ม.ร.ว.เสนีย์ เมื่อทราบเรื่องก็โกรธจนตัวสั่นเสนอให้ “ตัดหัว” คนเสนอ ตามมาตรา ๑๗ เพราะเหตุไปขัดความปรารถนาที่จะเป็นวีรบุรุษและโอกาสจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง  เรื่องจึงร้อนขึ้น ดร.ถนัด จึงเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีย่อย ตามตัว ดร.สมปอง เข้าชี้แจงในที่ประชุมซึ่งมี พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ เข้าร่วม  มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธาน หลังการโต้เถียงที่ประชุมเห็นสมควรให้เสนอคำตัดฟ้องแทนการเสนอคำแก้คำฟ้อง แม้ครั้งนั้นศาลโลกจะเห็นว่ามีอำนาจและดำเนินคดีต่อ แต่เป็นผลให้ไทยมีเวลาเพิ่มอีก ๙ เดือน และเป็น ๙ เดือนที่ไทยเตรียมคำแก้ฟ้องเสร็จพอดี

ระหว่างการต่อสู้คดีที่กรุงเฮก ม.ร.ว.เสนีย์ จะต้องเขียนรายงานบันทึกการดำเนินการแต่ละวันส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศ และจากเหตุเสนอตัดฟ้องคราวนั้น ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ คอยเสนอรายงานในทำนองให้ร้าย ดร.ถนัด และคนอื่น ๆ ในฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศ โดยต่อเนื่อง

มีเกร็ดในบันทึกรายงาน เมื่อเดินทางถึงศาลโลก ม.ร.ว.เสนีย์ ก่อนขึ้นศาลแต่ละครั้งจะทำพิธีบวงสรวง “ตัดไม้ข่มนาม” เดินวนรอบศาลโลกสามรอบ เรื่องนี้เป็นที่ดูแคลนของผู้พบเห็นว่าแทนที่จะสู้กันทางกฎหมาย คณะทนายไทยกลับใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำ

ม.ร.ว. เสนีย์  เขียนรายงานมาว่า ลูกสาวพระเจ้าตากสินเข้าทรงภรรยาของ “พ.ต. พูนพล อาสนจินดา” เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ที่เดินทางไปด้วย ระหว่าง “นายดีน แอจิสัน” หัวหน้าทนายฝ่ายเขมรกำลังว่าความถูกพระเจ้าตากสินบีบคอจนพูดไม่ออก ระล่ำระลัก ทั้งที่เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในศาล คือระหว่างว่าความ นายดีน แอจิสัน ตะคอกเสียงดัง ลั่น อีกทั้งเป็นที่กลัวเกรงของผู้พิพากษาซึ่งอายุน้อย เนื่องจากนายดีนเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของประธานาธิบดีเคนเนดี ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนชี้แจงในเรื่องสำคัญ ๆ โดยเฉพาะกรณีปิดน่านน้ำในอเมริกากับยุโรปกับประธานาธิบดีเดอโกของฝรั่งเศส

และ ความปรารถนาของ ม.ร.ว. เสนีย์ ที่จะเป็นวีรบุรุษในครั้งนั้น คือความใฝ่ฝันที่จะได้รับการแห่แหนรอบสนามหลวงสามรอบหลังชนะคดี เป็นความปรารถนาและเชื่อมั่นอย่างลำพองในระดับที่ประกาศในทำนองว่า “พระนเรศวร พระเจ้าตากสินกู้ชาติแค่หนึ่งครั้ง แต่ตนจะกู้ชาติสองครั้ง3 ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ม.ร.ว.เสนีย์ ทำรายงานยืนยันกับจอมพลสฤษดิ์ว่าชนะ ๓๐๐ เปอร์เซนต์ โดยเอา “หัวของเจ้ากรมแผนที่” เป็นประกัน

นั่นคือส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ในรายละเอียดความเป็น “เสนีย์ ปราโมช” ในคดีพระวิหาร ที่หากจะเปิดทุกส่วนก็จะยืดยาว ขณะที่ความสามารถในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น “หม่อมน้อง”4 เคยให้นิยามไว้ว่า “มึงเป็นนายกเมื่อไหร่ รถขยะมาขนมึงไปทิ้งทุกที”

ในมิติจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ม.ร.ว.เสนีย์ ว่าความในคดีมรดกหนึ่งแต่ “กินสองทาง” เป็นผลให้ลูกความที่เคยไว้ใจนับถือแทบไม่เหลือสมบัติอะไรตราบวันนี้

นี่คือปูชนียบุคคลแห่งประชาธิปัตย์ ที่ถูกยกย่องเป็นต้นแบบเสมอมา เป็นมรดกบาปพิพาทปราสาทพระวิหารชิ้นแรกในมือคนประชาธิปัตย์ และการอำพรางความผิดพลาดที่ได้เสนอให้รับอำนาจศาลของ ดร.กนธีร์ จึงมาคบคิดกับฝ่าย ม.ร.ว.เสนีย์ นั้น ก็มิได้ต่างกับความพฤติของหลายฝ่ายที่พยายามปกปิดปกป้องความผิดพลาดของบันทึกความเข้าใจฯ ปี ๔๓ ในวันนี้

--------------------------------------
  1. คณะผู้แทนของไทยที่ว่าความในคดีศาลโลกแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายไทยและฝ่ายทนายชาวต่างชาติ ซึ่งหัวหน้าคณะทั้งหมดคือนายอังรี โรแลง []
  2. คัดค้านอำนาจศาล []
  3. ครั้งแรก หมายถึงการนำเสรีไทยผ่านพ้นการตกเป็นผู้แพ้สงครามในช่วงสงครามโลกครั้งนี้สอง []
  4. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช []

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website