จุดยืนที่เลวกว่าของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ฟิฟทีนมูฟ — เมื่อได้ฟังคำชี้แจงในหลายจำนวนครั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างการอภิปรายพิจารณาที่ไม่แน่ชัดว่าเป็นการพิจารณาบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ หรือผลการศึกษาของกรรมาธิการศึกษาเจบีซี หรือเป็นอะไรที่ขมุกขมัวอย่างอื่น เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่มีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมเพียงแค่หยิบมือนั้น เป็นอีกครั้งที่ได้เห็นพฤติกรรมอย่างเลวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์

abhisit-cosmetic

ในอย่างน้อยสองช่วงตอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำเอา ไปบิดเบือนและฉกฉวยเป็นประโยชน์อย่างน่ารังเกียจ กระทั่งพูดอย่างไม่รู้อายว่า ศ.ดร.สมปอง ก็เห็นด้วยกับรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องแผนที่ระวางดงรัก

ทั้งที่บทความดังกล่าวได้เขียนเตือนให้เห็นถึงมหันตโทษที่จะเกิดจากทั้ง รวมไปถึงบันทึกข้อตกลง JBC สามฉบับ และในหลายโอกาส ศ.ดร.สมปอง ได้เขียนบทความเตือน และเสนอให้ยกเลิก หากมองเฉพาะต่อจุดยืนเรื่องแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ นั้น ไม่เฉพาะระวางดงรัก แต่ และไม่เคยถือเป็นผลงานของคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ทั้งได้พูดมาเสมอ ๆ ว่า เป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ไทยถือเฉพาะอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗ ที่ยึดถือเอาเฉพาะสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนในบริเวณเทือกเขาดงรัก และหลักเขต ๗๓ หลัก และ

ทั้งได้ยืนยันอีกด้วยว่า การปักปันแล้วเสร็จเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) นั้น มีหน้าที่เฉพาะค้นหาหลักเขตที่มีอยู่เดิม ไม่ได้มีหน้าที่ไป “ปักปัน” และ “ทำหลักเขตเพิ่ม” อย่างที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ กำลังและพยายามทำ ซึ่งประเด็นนี้ฟังได้อย่างชัดถ้อยผ่านปากของเลขานุการกรรมาธิการศึกษาเจบีซีฯ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ที่ชี้แจงในสภาว่าต้องทำหลักเขตเพิ่มในบริเวณเทือกเขาดงรัก เพราะมีสันปันน้ำที่ชัดเจนเพียง ๕๕ กิโลเมตร

พฤติกรรมชนิดเดียวกันนี้ ในระยะอันใกล้ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ ได้ติดต่อ ศ.ดร.สมปอง เข้าพบ โดยความเป็นผู้ใหญ่มีเมตตาและประสงค์ดีต่อบ้านเมืองจึงได้ให้โอกาส เพื่อจะได้อรรถาธิบายให้บุคคลผู้น้อยที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทราบชัด จะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและเยียวยาความเสียหายกับบ้านเมืองที่ผู้เป็นนายกฯ ได้กระทำไปแล้ว และเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรต่อไป แต่เมื่อได้ให้โอกาส เรื่องกลับกลายเป็นว่า เด็กเพิ่งหัดคลานมานั่งสอนจระเข้ใหญ่ว่ายน้ำ เด็กถือปิ่นโตขึ้นธรรมมาสน์เทศนาให้สังฆราช ไม่ได้ซักถามหรือรับฟังอันใด มิหนำซ้ำ พอคลัอยหลัง บรรดาพวกพ้องก็เอาไปโพนทะนาว่า ท่านมารับฟังและเห็นด้วยแล้วกับรัฐบาล

อีกกรณี ที่ในสภาฯ นายอภิสิทธิ์ ได้ยกอ้างว่าไม่ได้ถอนทหาร และเพราะไม่ได้ถอนทหารนี้เองจึงทำให้มีเหตุปะทะเกิดขึ้นได้ นี่ก็เป็นความเลวอีกประการของนายอภิสิทธิ์

หากย้อนไปก่อนวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ เมื่อมีข้อสงสัยว่าทหารไทยได้ถอนออกจากพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ครั้งนั้นเมื่อสุดวิสัยจะปกปิด นายอภิสิทธิ์ก็อธิบายว่าเป็นการปรับกำลัง ที่ภายหลังข้อเท็จปรากฏผ่านที่ระบุว่า ทหารไทยถอนออกจากจุดประจำการที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ เมื่อเวลา ๑๐.๓๐ น.

หมายความว่าทหารไทย “ถอนตัว” ออกจากพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. ไปประจำการอยู่ตรงสระตราว ริมขอบแนวที่เขมรถือเป็นเส้นเขตแดน

ภายหลังผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งให้ทหารไทยตัดถนนเส้นยุทธศาสตร์ จากสระตราวไปภูมะเขือ และระหว่างนั้นมีการซ้อมรบในบริเวณไม่ห่างนัก กัมพูชาได้ใช้โอกาสที่ไทยซ้อมรบนี้ระดมเสริมทหาร รถถัง ยานเกราะ และอาวุธหนักเข้าพื้นที่ประจันหน้า ที่มองได้ว่าไม่ใช่การตระเตรียมเผชิญเหตุ แต่พร้อมสร้างเหตุ โดยที่ผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพแห่งชาติกัมพูชาก็ได้มายังพื้นที่ก่อนเกิดเหตุไม่นาน

วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ จุดเริ่มของการปะทะเกิดขึ้นจากการที่ทหารเขมรยิงเข้าใส่รถกรีดทางของทหารไทยจนได้รับความเสียหาย และการปะทะขยายไปหลายแนวเป็นระยะ ทหารเขมรใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 ที่ประจำการในพื้นที่โกมวยและสวายจรุม ยิงข้ามเขาเข้าใส่ที่ตั้งพลเรือนไทย กระทั่งเหตุการณ์มายุติลงหลังวันที่ ๗ กุมภาพันธ์

เรื่องนี้ เราไม่อยากไปไกลถึงขั้นกล่าวหาว่าผิดพลาดในทางยุทธศาสตร์ ไม่ทันเล่ห์เขมร หรือเป็นเรื่องสมคบคิด

ทว่านับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ปีที่แล้ว กระทั่งวันที่นายอภิสิทธิ์ก่อทุจริตวาจาในสภาฯ  (๒๕ มี.ค.) ทหารไทยก็ยังไม่อาจกลับเข้าไปประจำการในพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. โดยเฉพาะบริเวณวัดแก้วฯ ได้เลย

และต่อเนื่องจากเหตุการณ์ ๔-๗ กุมภาพันธ์ เรื่องราวเลยเถิดไปถึงมนตรีความมั่นคง แล้วมาคาอยู่ที่อาเซียน เป็นทวิภาคีแบบ ๑+๑ (+๘) = ๒ จนเกิดภาวะอิหลักอิเหลื่อไปไม่ได้ไปไม่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ สุดท้ายก็ประพฤติอย่างเลวโดยการ?

ก็ด้วยความไม่เอาไหนของตัวนี้เอง ประกอบเข้ากับความไม่ใส่ใจตั้งแต่เบื้องแรก ที่ละเลยไม่นำพาเพราะไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่โต ผิดแผกไปจากเมื่อคราวที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่เจื้อยแจ้วจำนรรจา รู้ถูก รู้ผิด รู้เรื่องราวทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกอย่าง ทว่าเมื่อผลัดมาอยู่ในอำนาจและเข้าตาจนจากเหตุและสถานการณ์ที่บีบมาทุกด้าน ก็จึงสร้างเรื่องราวโกหกปลิ้นปล้อนไม่เว้นแต่ละวัน ประพฤติเป็นนักประดิษฐ์เหตุผลใหม่แก้ต่าง ไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี่ยวหลังเดี๋ยวหน้า สารพัดจะสรรหา ยกโน่นมานิด หยิบนั่นมาเสี้ยวตกแต่งเป็นเรื่องตบตาชาวบ้าน กระทั่งสภาพปัจจุบันไม่ต่างจากสิ่งปฏิกูลทางการเมืองที่ดารดาษ

ด้วยพฤติกรรมที่ฉายตัวตนต่อเนื่องมาสองปี คนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่าว่าแต่จะเป็นผู้นำประเทศ ด้วยความเป็นตัวตนเขา เรียกอย่างเบาก็นิสัย เรียกอย่างตรงก็สันดาน แม้แต่ความสามารถในการเป็นผู้นำครอบครัวก็ยังควรถูกตั้งข้อสงสัย อย่าว่าแต่รักษาอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของชาติให้คงอยู่รอด ปกป้องขอบขัณฑสีมาของพระราชอาณาจักร ลำพังแค่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็มิอาจรักษา ก็กระทั่งว่าชาวบ้านร้านช่องเขาก่นขานเป็นการทั่วไป ว่า..เวชชาชีวะ นี้..ขายชาติ!

—————————————————————————
ป.ล. ของแถมข้างเคียง คำว่า “เลว” ในภาษาเขมร คือ “อา-กรัก” สะกด “អាក្រក់​”

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website