15thmove : ขอนอกเรื่อง ..สันดานเอาแต่ได้ มักง่ายเป็นแต่สร้างภาพ มันคิดว่าคนต้องฉลาดเลือกร้านที่ของถูก ประทานโทษนะลูกไอ้เหลี่ยม ละแวกบ้านกุมันแพงเหมือนกันหมด ให้กุถ่อไปหากินที่ที่อื่นให้มันเปลืองค่ารถรึ ของในตลาดสดก็ขึ้น รถร่วมก็ขึ้นอีกบาทห้าสิบ ความฉิบหายนี้ก็มาจากโคตรเหง้ามึงนั่นแหละ
(about 3 days ago).ข่าวสั้นทันเขมร
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
ฮอเผยเตรียมส่งเอกสารถึงศาลโลกมีนาปีหน้า Continue →
- 1 ธ.ค. - 15:08 น.
ถึกฮวยเซงเปิดการก่อสร้างถนนที่โพธิสัตว์ ตั้งเป้าลาดยาง ๕๐๕ กม. ๗ จว Continue →
- 1 ธ.ค. - 13:48 น.
อันดับความโปร่งใสเขมรร่วง เผยศาลคอรัปชันรุนแรงอันดับหนึ่ง Continue →
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
Author Archives: n/e
จดหมายเปิดผนึก ดร.เขมร ยกประวัติพระนเรศวรฉบับฝรั่งเศสโต้ — เสียบเตร๊พมนตรี
ฟิฟทีนมูฟ – เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ดร.ศร สัมนัง (Sorn Samnang) เขียนจดหมายเปิดผนึกตีพิมพ์ในดืมอัมปึล ตอบโต้จดหมายเปิดผนึกของนายเทพมนตรี ลิมปพยอม ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยระบุว่านายเทพมนตรีซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็น “นักประวัติศาสตร์อิสระ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในฐานะนักประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายเทพมนตรีมีสถานะเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยกประวัติศาสตร์เขมรยุคพระยาละแวกฉบับฝรั่งเศสมาอธิบายความ ตอบโต้ ..ฟิฟทีนมูฟแปลเรียบเรียงโดยจะพยายามเก็บความให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนี้ .. ภาพประกอบ: ดร.ศร สัมนัง ในการประชุมทางวิชาการเครือข่ายภาษาประเทศเพื่อนบ้าน ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กัมพูชา พนมเปญ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ — เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม อ้างตัวว่าเป็น “นักประวัติศาสตร์อิสระ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ตามความรู้ของเรา นายเทพมนตรีเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ดังนั้น ความน่าเชื่อถือในฐานะนักประวัติศาสตร์จึงถูกตั้งคำถาม เขาสามารถที่จะตีความอดีตด้วยมาตรฐานอันเข้มงวดของการไต่สวนอย่างเคร่งครัดได้หรือไม่ เขาจะสามารถยืนยันอย่างคล่องแคล่วต่อหน้าสาธารณะด้วยความซื่อสัตย์ต่อระเบียบวิธีได้หรือไม่ ข้อสังเกตต่อไปนี้ตอบคำถามดังกล่าว
รวยคอด.. เขมรปัดเงินกู้ไทยสร้างถนน ๔๑.๒ ล้านเหรียญ บอกมีเงินสร้างเอง
ฟิฟทีนมูฟ — รายงานข่าวในพนมเปญโพสต์วันนี้ว่า ทางการกัมพูชาแถลงเมื่อวานนี้ (๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓) ว่ากัมพูชาจะปฏิเสธเงินทุนสำหรับโครงการสร้างถนนซึ่งมีรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าไทยจะยืนยันจะฟื้นโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นายกอย เกือง (Koy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่ากัมพูชาจะไม่รับเงินกู้ดังกล่าวจากไทย เนื่องจากได้สนับสนุนเงินทุนโครงการสร้างถนนต่างหากแล้ว นายกอย เกือง ประกาศกร้าว “เราไม่ได้ร้องขอเงินกู้นี้ และเราไม่ต้องการเงินก้อนนี้” และยังกล่าวต่ออีกว่า “เราใช้เงินงบประมาณของเราเองในการก่อสร้างถนน โครงการกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ” การแสดงความเห็นของนายกอย เกือง เมื่อวานนี้มีน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเมื่อถูกถามถึงประเด็นดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาระบุว่า “กัมพูชายินดีรับความช่วยเหลือทุกรูปแบบที่ไม่มีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย” รองนายกรัฐมนตรีของไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวเมื่ออสัปดาห์ที่แล้วว่าความช่วยเหลือ ซึ่งได้ให้สัญญาไว้เมื่อสิงหาคมปีที่แล้วว่าจะขยายทางหลวงหลวงหมายเลข ๖๘ มาถึงเขตแดนไทยในจังหวัดอุดรมีชัย จะมีการรือฟื้นเมื่อเห็นว่าความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเข้าสู่สภาวะปกติ ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีฮุน เซน สั่งระงับเงินทุนช่วยเหลือและเงินกู้จากไทยทั้งหมด อันสืบเนื่องจากกรณีพิพาททางการทูตที่เป็นผลตามมาจากการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อวานนี้ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับจุดยืนของกัมพูชาต่อเงินทุนดังกล่าว ประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนความร่วมมือในระดับทวิภาคีกับกัมพูชาในอนาคต (หมายเหตุฟิฟทีนมูฟ: ต้นฉบับข่าวเขียนเสร็จเมื่อ ๑๘.๐๐ น. สั่งตีพิมพ์อัตโนมัติบนเว็บที่ ๒๓.๐๐ น. เพื่อให้ข่าว “แร๊งงง..CPP ออกโปสเตอร์แล่เนื้อเถือหนังไอ้เข้สนธิ–แช่งคนรักพิษณุโลกให้ฟ้าผ่าตาย–ด่าพระนเรศวรทรยศกัมพูชา!!” ยังเป็นข่าวนำ )
แร๊งงง..CPP ออกโปสเตอร์แล่เนื้อเถือหนังไอ้เข้สนธิ–แช่งคนรักพิษณุโลกให้ฟ้าผ่าตาย–ด่าพระนเรศวรทรยศกัมพูชา!!
ฟิฟทีนมูฟ — ท่าเรื่องจะจบยากแล้วกระมังต่อกรณีสงครามข้ามสันปันน้ำระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล โต้หนักพร้อมออกโฆษณาล้อเลียน “คดีเด็ด-สบู่แคลร์” วันจันทร์ที่ผ่านมา นายเจียม เยียบ (Cheam Yeap) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาวุธโส พรรคประชาชนกัมพูชา ออกโปสเตอร์ตอบโต้ “แล่เนื้อถือหนัง ไอ้เข้สนธิ” พ่นใครหมิ่นสมเด็จฯ ฮุน เซน ให้ฟ้าผ่าตาย ด่าพระนเรศวรอยากยกฐานะตัวเอง ทรยศหักหลังและยึดดินแดนกัมพูชา!! ข้อความในโปสเตอร์ของพรรคประชาชนกัมพูชาระบุว่า “ไอ้อกตัญญูู ฟั่นเฟือนประวัติศาสตร์ จระเข้สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องถูกแล่เนื้อเถือหนัง” หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึลของกัมพูชา รายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่และสมาชิกระดับสูงของรัฐสภากัมพูชา กล่าวถึงกลุ่มคนไทยที่ชุมนุมทำพิธีตัดหัวสมเด็จฮุน เซน ว่า ใครก็ตามที่ดูหมิ่นสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา จะต้องถูกกำจัดให้หายไปหรือไม่ก็ต้องโดนฟ้าผ่าตาย นายเจียม เยียบ ประธานสมัชชาคณะกรรมการการเงินและตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของกัมพูชา ดังนั้น ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ขอปฏิเสธทุกการกระทำ และพิจารณาการดำเนินการของกลุ่มมประชาชนผู้สับสนในประวัติศาสตร์ดังกล่าว (ฟิฟทีนมูฟ: หมายถึงกลุ่มชาวพิษณุโลกที่ร่วมตัวทำพิธีตัดหัวฮุน เซน) ว่า ประพฤติตัวขาดจากความเป็นมนุษย์ และปลุกระดมในทางรุกรานและเกลียดชังกัมพูชา
นักท่องเที่ยวโปรดทราบ..ถนนไปตาเมือนเปิดให้บริการแล้ววันนี้!
ฟิฟทีนมูฟ — รายงานข่าวในเว็บไซต์เอฟเวอรี่เดย์ของกัมพูชาระบุว่าถนนความยาว ๙ กิโลเมตร เชื่อมปราสาทตาเมือนธม กับเขตบันเตียอัมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย (Oddar Meanchey) เปิดใช้งานแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ถนนสายตาเมือนธมหว่างการก่อสร้างเมื่อ ๙ กันยายน ๒๕๕๒ ถนนสายดังกล่าวใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๑.๓ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคในประเทศ ผ่านการขอรับบริจาคทางเครือข่ายโทรทัศน์ CTN ในรายงานข่าวมีโม้ว่า ก่อนหน้านี้ทหารไทยได้ต่อต้านการก่อสร้างถนนดังกล่าว แต่ทหารกัมพูชาเอาชนะการขัดขวางนั้นได้กระทั่งการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ การก่อสร้างใช้เวลาทั้งสิ้นหนึ่งปี ดำเนินการโดยหน่วยทหารช่างกัมพูชา นายนาค วง (Neak Vong) ผู้บัญชาการกองพันทหารราบที่ 42 (ซึ่งดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม) กล่าวว่าเขามีความยินดีอย่างยิ่งที่ถนนสายนี้แล้วเสร็จ เพราะจะสะดวกสำหรับประชาชนในการเดินทางเยือนปราสาท เช่นเดียวกับการเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วของทหาร ซึ่งถนนสายนี้เป็นความจำเป็น
กัมพูชาแถลงยังไม่กำหนดวันคุยเขตแดนกับไทย
ฟิฟทีนมูฟ– รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัวของจีนอ้างคำแถลงของรัฐบาลกัมพูชาว่า กัมพูชายังไม่กำหนดวันในการเจรจาเรื่องเขตแดนกับไทยครั้งถัดไป แนม สุวัฒน์ (Nem Sowath) หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีของ เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายกัมพูชา) แถลงในวันจันทร์ ว่ายังไม่มีการกำหนดวันสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (General Border Committee –GBC) ก่อนหน้านี้ สื่อไทยได้รายงานอ้างคำแถลงของรัฐบาลไทยว่าการประชุมคณะกรรมการร่วมชายแดน ครั้งที่ ๗ จะเริ่มขึ้นวันที่ ๘ กันยายน ในกรุงเทพ ขณะที่แนม สุวัฒน์ กล่าวว่าทาการไทยยังไม่ได้ส่งหนังสือหรือแสดงเจตจำนงค์ที่จะให้มีการประชุมอย่างที่รายงาน อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ากัมพูชาพร้อมที่จะให้มีการเจรจาในระดับเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาที่ยังคงดำรงอยู่ระหว่างสองชาติ ขณะที่รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ (Koh Santepheap) ของกัมพูชาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ที่ผ่านมา อ้างรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ที่ระบุว่า พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ได้สั่งเจ้าหน้าที่ไทยให้เตรียมพร้อมสำหรับการประชุมที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ ณ โรงแรมเรอเนสซองซ์ กรุงเทพ ข่าวรายงานว่ากรอบหรือกำหนดการสำหรับการประชุมได้ผ่านการเห็นชอบเบื้องต้นจากรัฐสภาของไทย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงก่อนหน้าซึ่งยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่ทั้งสอฝ่ายเห็นชอบร่วมกับเมื่อสองปีก่อน ต่อรายงานข่าวดังกล่าว กัมพูชาได้ยืนยันซ้ำว่าจะไม่ร่วมประชุมเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใด ๆ กับไทย หากรัฐสภาไทยยังไม่ให้ความเห็นชอบต่อข้อตกลงก่อนหน้าดังกล่าว
อ๊ากกก..เหลือเชื่อ!! ไทยละเมิดเขมร ๑๙๓ ครั้งใน ๒ ปี
ฟิฟทีนมูฟ — เว็บไซต์เอฟเวอรี่เดย์ของกัมพูชารายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอุดรมีชัย (โอดดาร์เมียนเจีย – Oddar Meancheay) อ้างว่าสองปีนับตั้งแต่ทหารไทยรุกล้ำดินแดนในพื้นที่พระวิหาร ฝ่ายไทยได้ละเมิดหมู่บ้านเขมรริมชายแดนของจังหวัดอุดรมีชัยรวม ๑๙๓ ครั้ง ภาพเหตุการณ์ ทหารไทยจำนวน ๓๕ นายพร้อมอาวุธหนัก ที่เขมรอ้างว่าล่วงล้ำดินแดนกัมพูชาลึกเข้าไป ๕๐ เมตร ใกล้ช่องช่องสะงำ เพื่อยุติการสร้างแนวรั้วของชาวกัมพูชา พลตำรวจเอก เมน ไล (Gen. Men Ly) ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจจังหวัดอุดรมีชัย กล่าวว่าตั้งแต่ทหารไทยรุกล้ำพื้นที่พระวิหาร เมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ทหารไทยได้ละเมิดหมู่บ้านและดินแดนกัมพูชา รวม ๑๙๓ ครั้ง ในหลายรูปแบบทั้งงการยิง จับเปลืองผ้าทหารและราษฎรชาวกัมพูชา วางกองกำลังในพื้นที่พิพาท ใช้รถแทร็คเตอร์ทำลายพืชผลและบ้านเรือนซึ่งเป็นของชาวกัมพูชา พลตำรวจเอกดังกล่าวระบุอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีราษฎรชาวกัมพูชาถูกยิงและได้รับบาดเจ็บจำนวน ๑๑ ราย ถูกจับกุมจำนวน ๑๖๘ ราย และถูกเนรเทศกลับกัมพูชาจำนวน ๙๖ ราย พลตำรวจเอกเมน ไล ระบุว่าพื้นที่ซึ่งทหารไทยละเมิดส่วนใหญ่อยู่บริเวณจุดผ่านแดนช่องสะงำ ในเขตอันลองแวง (Anlong Veng)จุดผ่านแดนโอเสม็ดในเขตลสำโรง ปราสาทตาควาย (ตากระบึย -Ta Krabey) หมู่บ้าน Choup Angkounh หมู่บ้าน Choup Koki และหมู่บ้าน Choup Trolork ในเขตบันเตียอัมปึล (Banteay Ampil) จังหวัดอุดรมีชัย หมายเหตุ: เลข ๑๙๓ เป็นตัวเลขที่สวย..ว่าไหม?
ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา ใครว่าเขมรไม่สะเทือน?
ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาดูประหนึ่งว่าจะดีขึ้น ภายหลังการประกาศของทางการเขมรว่าทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกัมพูชา และในฉบับพลันทันด่วนรัฐบาลไทยโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็รีบแจ้นส่งทูตไทยกลับเขมร นัยว่า “หมดเงื่อนไข” เรื่องที่เคยตบหัวเหยียบหางกันเมื่อคราวเขมรตั้งทักษิณเป็นอันสิ้นสุด การดำเนินการดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับในทิศทางต้อนรับโดยคณะแม่ยกอภิสิทธิ์ และคนไทยผู้รักสงบ อยากเห็นสองประเทศคืนดีกัน (..?) ทางกลับกันมีเสียงตำหนิหนาหูว่าการตกลงลับ ๆ แล้วจัดฉากนั้นทำลายเกียรติภูมิของการทูตระหว่างประเทศ เกียรติภูมิของประเทศอย่างร้ายแรง กระนั้นก็ตาม คงไม่ทำให้บุตรชายนายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกรู้สมอะไร หากย้อนเหตุการณ์ระหว่างปลายเดือนตุลาคม ต่อเนื่องพฤศจิกายนและธันวาคมปีที่แล้ว อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างสองประเทศร้อนฉ่าและเปรอะด้วยสงครามน้ำลายระหว่างสองผู้นำ เมื่อเขมรแต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบโต้โดยการประกาศเรียกทูตกลับ ต่อเนื่องด้วยการยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ทีโออาร์ ๒๕๔๖ (ที่ปัจจุบันยังมะงุมมะงาหรา) ต่อเนื่องด้วยมาตรการปิดด่าน หรือการตรวจเข้มคนผ่านเข้าออก เวลานั้นรัฐบาลฮุน เซน ท้าเหยง ๆ ว่าไม่กระเทือนซางกัมพูชา ทั้งขู่ฟ่อว่าไทยจะเสียหายมากกว่า ในบทวิเคราะห์ของ Steve Finch ตีพิมพ์ในพนมเปญโพสต์ ฉบับวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นความเสียหายทางเศรษฐกิจของกัมพูชาว่าหนักหนาสาหัสไม่น้อยกว่าความเสียหายทางการเมือง เป็นผลอันสืบเนื่องจากการตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา บทวิเคราะห์อ้างถึงข้อมูลของสภาเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (Council for the Development of Cambodia) ระบุว่าการลงทุนจากประเทศไทยที่่ได้รับการอนุมัติลดจาก ๑๗๘ ล้านเหรียญสหรัฐ ในครึ่งปีแรกของปี ๒๕๕๒ เหลือเพียง ๒ ล้านเหรียญสหรัฐในหกเดือนแรกของปีนี้ ระหว่างเดียวกันการส่งออกของกัมพูชามายังประเทศไทยลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จากการรายงานของสื่อระบุว่าการลงลงอย่างฮวบฮาบนี้แย่ที่สุดหากเทียบกับประเทศคู่ค้าหลักอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ทางการกัมพูชาทราบเป็นอย่างดี



