บัวแก้ว จ๋อย ! เจอพลังคนประจวบ

ก่อนวันแม่หนึ่งวัน (๑๑ สิงหาคม) กระทรวงการต่างประเทศงุบงิบจัดการให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเจรจาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ ๖ โดยครั้งที่ผ่านๆ มาก็งุบงิบตระเวนจัดตามจังหวัดต่างๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนครั้งที่แล้วมา ทำเอา เลขาฯ รัฐมนตรีกษิต (นายชวนนท์ อินทร์โกมาลย์สุต) กับคณะถึงกับงง หาทางกลับ กทม. ไม่ถูก

P06
[ชมภาพเพิ่มเติมในแฟ้มภาพ: ]

เริ่มมาจากภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร รับรู้การจัดกิจกรรมครั้งนี้

และไปเข้าร่วมในครั้งที่ ๖ ที่สุรินทร์ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ ที่ปรากฏว่าจากเริ่มต้นเป็นการ “สรุปให้ความรู้” การณ์กลับผิดเพี้ยนไปเป็น “ประชาพิจารณ์” สร้างความแปลกใจเป็นอันมาก (ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำผิดต่อคำสั่งศาลปกครองที่ได้ระงับการกระทำเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว) กลับมาจึงได้วางแผนกันว่าจะทำอย่างไรกันดี

จากการประชุมกันได้สรุปว่าก่อนวันงานหนึ่งวัน (๑๐ สิงหาคม) พี่สุนทร “อีกาปากเหล็ก” กับพี่หน่อยลงไปในพื้นที่ก่อนเพื่อแจ้งเรื่องและพูดคุยกับทางแกนนำพันธมิตรฯ ประจวบฯ เพื่อชักชวนชาวประจวบฯ เข้าร่วมงาน จากที่ได้พูดคุยกับแกนนำในวันนั้น ทราบว่าคนประจวบไม่ได้ทราบเรื่องว่าจะมีการงานในครั้งนี้ ขนาดคนที่บ้านอยู่ใกล้ๆ โรงแรมที่จัดงานก็ยังไม่รู้เรื่อง สรุปกันได้ว่าแกนนำประจวบอาสาที่จะชักชวนคนเข้ามาร่วมงานให้ได้มากที่สุด แต่ขอร้องเอาไว้ว่าอย่าไปล้มงานนี้นะ เพราะคุยๆ กันรู้สึกว่าเขาอยากจะล้มเอาให้ได้ (อาจารย์หม่อมขอมา)

วันที่ ๑๑ สิงหาคม อากาศดีมาก แดดดี ลมดี ฟ้าโปร่ง แต่สำหรับ เลขาฯ รัฐมนตรีแล้วฟ้าดูจะไม่สดใสนัก ทันทีที่เห็น ม.ล. วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ก็เข้ามาทักทายอย่างเสียไม่ได้ “สวัสดีครับ อาจารย์อุตส่าห์ให้เกียรติมาถึงนี่” ด้วยน้ำเสียงที่ตกใจแต่ก็พยายามเก็บอาการไว้ แล้วก็รีบออกไปโทรศัพท์รายงานทันที ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ดูจากการแต่งตัวของแต่ละคนแล้วไม่ต้องบอกเลยว่าใครเป็นใคร ส่วนคนที่ อสม. เกนมาเพื่อเข้าร่วมงานนั้นหลังจากลงชื่อกันแล้วไม่รู้ว่าให้มาแค่ลงทะเบียนอย่างเดียวหรือเพราะว่าเห็นคนเราเยอะกว่ามาก ต่างทยอยเดินทางกลับกันหมด กลายเป็นทั้งหมดที่เข้าฟังมีแต่คนของเรา

๙.๓๐ น. เริ่มกล่าวเปิดงานโดย เลขาฯ รัฐมนตรี และก็เริ่มการให้ความรู้ อย่างที่เขาอยากให้เรารู้

๑๐.๓๐ น. เปิดให้มีการให้ความเห็นโดยประชาชน จากการถามคำถามของคน จ.ศรีสะเกษ ว่าปัจจุบันคนไทยไม่สามารถขึ้นไปที่ปราสาทพระวิหาร หรือแม้กระทั้งผามออีแดงที่อยู่ใกล้กัน เพื่อส่องกล้องดูก็ไม่สามารถขึ้นไปได้ ทำเอาเลขาฯ รัฐมนตรีต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามเอง “บังเอิญเป็นความโชคดีที่เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมไปดูพื้นที่ที่เขาพระวิหาร” … “ผมยืนยันว่าขึ้นไปได้ครับ เพราะผมเพิ่งขึ้นไป โดยทีมงานได้ให้ผมเปลี่ยนชื่อเป็น นายสมชาย จึงพานิชย์” พร้อมกับเสียงไม่พอใจของคนที่เข้าร่วมว่าคนระดับเลขาฯ รัฐมนตรียังต้องเปลี่ยนชื่อจึงจะไปได้แล้วประชาชนธรรมดาจะไปได้เหรอ?.

๑๑.๑๕ น. ม.ล.วัลย์วิภา อ่านแถลงการณ์ของภาคีเครือข่ายฯ เลขาฯ รัฐมนตรีนั่งมองอาจารย์หม่อมด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก แล้วก็ขึ้นพูดปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วดูจะ..โกรธจัด

“ผมรับรองว่าจะนำเอกสารของอาจารย์ไปส่งถึงมือรัฐมนตรีกษิตแน่นอนครับ” พร้อมกับทิ้งซองจดหมายลงเสียงดังก่อนกล่าวสวัสดี และขอตัวกลับก่อน

ในงานคำถามทุกๆ คำถามที่ถามไป นิติกรของกระทรวงที่มาเป็นวิทยากรตอบได้อย่างวกวน ซ้ำไปซ้ำมา เปิดเอกสารโน่นนี่ Restart คอมพิวเตอร์อยู่นั้นแหละ ไม่รู้จะ Restart ทำไมบ่อยๆ ตอบไปตอบมาก็เลยเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องปัญหาแรงงานข้ามชาติ โสเภณีข้ามชาติบ้าง ทำให้คนที่มาร่วมงานออกอาการไม่พอใจอีกครั้ง ว่าทำไมเรื่องไทย-กัมพูชา ยังไม่เคลียร์เลยจะเปลี่ยนเรื่องแล้ว กระทรวงก็เลยอาศัยจังหวะนี้ปิดการให้ความรู้ซะเลย

๓ วันต่อมา จู่ๆ เว็บไซต์ของทางกระทรวงต่างประเทศ ก็ขึ้นประกาศขอเลื่อนการให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๖ ที่ประจวบออกไปก่อน อ้าว แล้วไอ้ที่เลขาฯ ไปยืนขาสั่นนั้นนะ มันเป็นงานคืนสู่เหย้าหรือไง ความนี้ทราบถึงคนประจวบแล้ว หลังจากนี้คงจะต้องมีมาตรการแหย่งูเขียวกันอีกล่ะ…

About the Author

nimedly

นอ. นิม ทีมงานด้านสื่อภาคีเครือข่ายฯ

Visit Website

Comments are closed.