เป็นที่ทราบเป็นการภายใน ทั้งได้บอกกว่าแก่ผู้ร่วมงานมาระยะหนึ่งว่า ทีมงาน “ฟีฟทีนมูฟ” รวมถึงมิตรสหายร่วมปฎิบัติการพิทักษ์อธิปไตยเหนือเขาพระวิหารบางส่วน ว่า “ไม่เอา” ไม่ร่วมกิจการงานใดกับ “จ่อย” วีระ สมความคิด บอกเล่าเป็นการภายใน และปฏิบัติเป็นการภายในด้วยไม่ประสงค์จะให้ทั้งกระบวนมีความกระทบกระเทือน หรือปริแยกระหว่างรบ เช่นนี้ ผู้ใดจะร่วมงานด้วยจ่อยก็เป็นความประสงค์ของผู้นั้น ผู้ใดจะลุ่มหลงศรัทธาก็ให้เป็นเช่นนั้น เราไม่มีความประสงค์เข้าไปเกี่ยวข้อง แทรกแซง

กระทั่งเหตุการณ์ศรีสะเกษ เมื่อ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมา ที่นับว่าเป็นบาดแผลใหญ่ของการเคลื่อนไหวทั้งองค์รวม ทีมงานได้ใช้ความรอบคอบและอดออมอย่างที่สุด ที่จะไม่เอ่ยถึง วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งก่อนและหลัง ทั้งที่ “รู้อะไรมาบ้าง” และคาดได้ว่าจะเกิดอะไร เนื่องจากการอยู่ร่วมชุมนุมในฐานะพันธมิตรฯ ตลอด ๑๙๓ วัน ประสบการณ์สอนอะไรหลายอย่าง คาดหมายเหตุการณ์บางอย่างได้ และด้วยประสบการณ์สอนว่าจะรู้เลี่ยงหรือปรับรับสถานการณ์อย่างไรไม่ให้อยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำโดยเฉพาะในทางข่าว
ด้วยความนับถืออย่างสูงในน้ำใจของเหล่าพันธมิตรฯ และผู้รักชาติที่ร่วมเหตุการณ์นั้น ขอสดุดีไว้ ณ ที่นี้ หากแต่จำเป็นยิ่งที่ต้องแยกแยะระหว่างพี่น้องผู้ก้าวร่วมด้วยใจบริสุทธิ์ กับ “คนนำ” ซึ่งต้องสงสัยในนัยยะแอบแฝง
การข่าวในหลายทางจากแหล่งที่เชื่อถือได้ทั้งก่อนและหลัง กอปรกับพฤติกรรมของจ่อยทั้งในอดีตและปัจจุบัน สอดคล้องต้องกันกับประเด็นที่คุณสุทิน วรรณบวร ออกมาชี้ นั่นคือ “รับงาน” เช่นเดียวกับข้อมูลอันเป็นที่ทราบของคนวงในว่า กิจการอันทุจริตใดจะถูกเผยแก่สังคมหรือไม่อย่างไรผ่านองค์กรที่มีตัวเขาเพียงผู้เดียวนั้น ขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า “ปัจจัย”
วงการต่อต้านคอร์รัปชั่นมีการพูดถึงอยู่เนือง ๆ ต่อกรณีการซื้อขายข้อมูล อย่างล่าสุดคือกรณีทุจริตของนายพลคนหนึ่งในสมัยรัฐบาล คมช.
เหตุการณ์ศรีสะเกษ หากมองในภาพรวมมีคุณอยู่หลายด้าน แต่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” และพาลพาให้ภาพของผู้เคลื่อนไหวกรณีพระวิหารเสียไปด้วยทั้งกระบวน ไม่ได้ทำ ไม่ได้เห็นด้วย ไม่ได้ร่วมด้วยกลับเปื้อนไปด้วย
เหตุเกิดแล้ว สงบไปแล้ว จึงไม่ต้องการรื้อฟื้นปมประเด็น หากว่าไม่เกิดการประกาศกร้าวอีกครั้งในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เมื่อ ๒๔ ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่าจะยื่นคำขาดไปยัง “ฮุน เซน” ให้ถอนทหารออกจากพื้นที่เขาพระวิหารภายใน ๗ วัน ไม่เช่นนั้นจะปิดล้อมสถานทูตกัมพูชา ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ฟิฟทีนมูฟจึงเห็นความจำเป็นในระดับที่ต้อง “บอกกล่าว” จุดยืนในที่สาธารณะ
คำประกาศกร้าวลักษณะนี้ชวนให้ผู้รักชาติฮึกเหิมอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ว่าเห็นร่องรอยของเหตุการณ์ศรีสะเกษ ที่ตอนแรกก็ประกาศกร้าวว่าจะไปเอาปืนจากทหารไทยเพื่อไปขับไล่ประชาชนและทหารกัมพูชา และภายหลังก็พลิกลิ้นกินน้ำลาย พฤติกรรมไม่ได้ต่างกับแกนนำเสื้อแดงหรือนักการเมืองกาก ๆ ที่เห็นดาด ๆ
แม้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องทำการตอบโต้กัมพูชาโดยการนำของฮุน เซน ในระดับที่เหมาะเจาะ หากแต่ในทางยุทธศาสตร์ มีประเด็นให้ต้องพิจารณา ๑) การเคลื่อนไหวใด ๆ ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนคู่ขัดแย้งจากรัฐบาล-รัฐบาล เป็นประชาชน-รัฐบาลต่างชาติ กรณีนี้สิ่งจำเป็นและทำได้คือการกดดันหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลไทยผู้ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตอบโต้ ในทางการข่าวก็ทราบอยู่ว่ากรณีฮุน เซน สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลไม่น้อย โดยเฉพาะรัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ ทั้ง ๒) การเปลี่ยนคู่ขัดแย้งทำให้รัฐบาลลอยตัวและประชาชนจะถูกพลิกให้ตกอยู่ในฐานะผู้ร้ายได้ง่าย ล่อแหลมและเสียหายในทุกทาง ๓) คำประกาศกร้าวที่จะปิดล้อมสถานทูตประหนึ่งจะซ้ำรอยเหตุการณ์ศรีสะเกษ ย้ำภาพความรุนแรง ที่มีผู้หนึ่งเป็น “ฮีโร่” แต่กระบวนทั้งกระบวนเสียหาย สะใจแต่ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์สมกับทุนที่ลง
คำประกาศกร้าวที่จะนำไปสู่ทางเสียกับเสีย โดยพฤติกรรมที่พลิกลิ้นปลิ้นไปเรื่อย แทงคนร่วมงานข้างหลัง ด่าลับหลัง เหยียบหัวมิตรร่วมงาน หรือพฤติกรรมเด่นชัดที่ชอบสวมรอยในกิจกรรมของคนอื่นแล้วชูตัวเองนำ ยกอ้างข้อมูลจากบุคคลอื่นโดยไม่อ้างอิงประหนึ่งได้ข้อมูลมาเอง ทั้งข้อกังขาในหลายกรณี (ไม่นับรวมเรื่องส่วนตัว เรื่องนินทาในที่ลับเหตุเกิดที่หาดใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้)
เราตระหนักดีว่า เราเป็นแค่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของกระบวนการทั้งหมด ที่หากถอนตัวออกมาก็ไม่ส่งผลใด และตั้งแต่เริ่มที่ร่วมความเคลื่อนไหวเมื่อปี ๕๑ ก็ไม่ประสงค์ในชื่อเสียงหรือสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากพิทักษ์อธิปไตยของชาติ อันเป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ดังนี้ เราจึงจำเป็นต้องบอกให้ชัดเสียแต่บัดนี้ว่า ทีมงานฟิฟทีนมูฟ ไม่ประสงค์จะข้องเกี่ยว ร่วมการงาน ในกิจใดที่มีจ่อยอยู่ร่วมไม่ว่าในฐานะใด