แถลงการณ์ภาคีเครือข่ายฯ เรื่องนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องไม่สืบทอดนโยบายขายชาติ

แถลงการณ์ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร
เรื่องนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องไม่สืบทอดนโยบายขายชาติ

     ตามที่ตัวแทน ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร ได้ยื่นแถลงการณ์ต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญหลายประการ อาทิ เช่น

  • รัฐบาลต้องไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ในการปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 (ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2551) อันเป็นมติที่ไม่โปร่งใส มุ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอย่างเร่งรีบและรวบรัด จนเป็นที่น่ากังขาว่ามีมูลเหตุจูงใจซ่อนเร้นหรือไม่
  • รัฐบาลต้องไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมเป็นกรรมการ ICC (International Coordinating Committee) ที่คณะกรรมการมรดกโลกออกแบบจัดตั้งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการก้าวล่วงอธิปไตยของชาติภาคี โดยการก้าวก่ายฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมของไทยอย่างมีนัยซ่อนเร้นเชิงผลประโยชน์
  • รัฐบาลต้องยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communique) เกี่ยวกับการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เพื่อแจ้งต่อยูเนสโกและประชาคมโลกอย่างเป็นทางการ
  • รัฐบาลต้องยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลของไหล่ทวีป ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เนื่องจากปรากฏชัดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2540 (มาตรา 224) และปี 2550 (มาตรา 190) เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ
  • รัฐบาลต้องรายงานผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 33 ณ ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2552 ให้สาธารณชนรับทราบอย่างครบถ้วนและชัดเจน และแสดงท่าทีหรือนโยบายที่ชัดเจนในกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
         แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หาได้ให้ความสำคัญต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ทั้งยังดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการกำชับให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ระงับการดำเนินการใดๆ อันเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ทั้งๆ ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาไปแล้ว อาทิ เช่น
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ละความพยายามในการเตรียมนำเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่พัฒนาร่วม โดยมีเป้าหมายในการขอความร่วมมือให้กัมพูชาผนวกพื้นที่รอยเชื่อมต่อระหว่างเขตแดน (Transboundary) ที่ติดต่อกับบริเวณเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันอย่างไร้สติ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าอนุรักษ์และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใน จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี และ จ.สุรินทร์ จำนวน 7 แห่ง รวมพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 1.5 ล้านไร่
  • กระทรวงการต่างประเทศ โดยปลัดกระทรวง (นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล) ยังคงเดินหน้าเตรียมจัดการประชุมสัญจรเพื่อให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามมาตรา 190 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 ในวันที่ 11 สิงหาคม 2552 ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นกิจกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง (วันที่ 27 มิถุนายน 2551) ที่ห้ามการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการที่ไทยแสดงการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

    

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวจึงชวนให้สันนิษฐานได้ว่า ข้าราชการที่เกี่ยวข้องในปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ต้น มีความพยามจะผลักดันให้รัฐบาลสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก (ด้านวัฒนธรรม) ของกัมพูชาให้สัมฤทธิ์ผลสมบูรณ์ อีกทั้งจะผลักดันให้รัฐบาลร้องขอให้กัมพูชาผนวกผืนป่าอนุรักษ์กว่า 1.5 ไร่ในพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเป็นเขตแดนเป็นมรดกโลกร่วมกัน (ด้านสิ่งแวดล้อม) อย่างกระเหี้ยนกระหือรือด้วยเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมสำหรับประเทศไทย

     ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร (ตามรายชื่อแนบท้าย) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี โปรดตอบคำถามต่อสื่อมวลชนให้ชัดเจน 3 ข้อ ดังนี้

  1. รัฐบาลยังคงยืนยันท่าทีตามมติคณะรัฐมนตรีในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา (แต่เพียงฝ่ายเดียว) ใช่หรือไม่
  2. รัฐบาลมีนโยบายหรือแนวคิดในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเขตแดน (กว่า 1.5 ล้านไร่) ให้เป็นมรดกโลกร่วมกันของไทยและกัมพูชาใช่หรือไม่ (โปรดอย่าตอบอย่างเลี่ยงบาลีแต่เพียงว่า “ผมไม่เคยพูดเช่นนั้น”)
  3. รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้กัมพูชาสร้าง “รัฐกันชน” ระหว่างประเทศกัมพูชาและไทย โดยรวมพื้นที่ของไทย 4.6 ตร.กม.เข้าไป ทั้งๆ ที่ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ใช่หรือไม่

     ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยเกียรติประวัติอันดีงาม กอปรกับความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คงจะทำให้รัฐบาลสามารถคลี่คลายปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้อย่างเป็นที่ยอมรับในการยึดถือประโยชน์ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยเป็นหลัก โดยไม่หลงเล่ห์กลของบุคคลทั้งภายนอกและภายในที่มุ่งแสวงประโยชน์อย่างมีวาระซ่อนเร้น และใช้ปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการแบ่งสันปันส่วนทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยและกัมพูชา

     ทั้งนี้ เพื่อมิให้รัฐบาลต้องถูกประณามว่าสืบทอดนโยบายขายชาติ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ถูกสังคมประณามมาแล้ว

————————————-
กลุ่มประชาชนชาวไทยผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย, ชมรมใจภักดิ์รักไทย, ป.ป.ช.ภาคประชาชน,
เครือข่ายปัญญาสยาม, ชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ, กลุ่มรณรงค์สื่อต้านคอร์รัปชัน, ขบวนประชาธิปไตยยาตรา Democracy Move เครือข่ายพันธมิตรอุดรธานี, ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย, สมาชิกเครือข่ายวิทยุชุมชน 7 ภูมิภาค, สมาคมเครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน (ค.อสช.) สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง (สxส)

27 กรกฎาคม 2552

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website

Comments are closed.