แถลงการณ์ ม.รังสิต เรื่องกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร

แถลงการณ์
เรื่องกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร

อนุสนธิแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิตลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม และ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็รมรดกโลกโดยกัมพูชา  ชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลไทยพึงคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารซึ่งยังเป็นปัญหาค้างคาระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งๆ ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิพากษาว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นที่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แต่ไทยก็ได้มีหนังสือประท้วงไปยังสหประชาชาติ และยังคงยืนยันว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยถึงแม้รัฐบาลไทยได้ยินยอมให้ฝ่ายกัมพูชาผ่านชายแดนไทยคือเส้นสันปันน้ำที่เทือกเขาบันทัดหรือเทือกเขาดงรักเข้ามาเยือนปราสาทพระวิหารได้ทางบรรไดหัก  ทั้งนี้ เนื่องจากปราสาทพระวิหารไม่มีทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาโดยไม่ผ่านดินแดนไทย  หากกัมพูชาจะมาทางอากาศ กัมพูชาก็จะต้องผ่านน่านฟ้าไทย  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ กัมพูชาเคยล่วงล้ำน่านฟ้าไทยมายังปราสาทพระวิหารทางอากาศ ไทยได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกัมพูชาตกโดยกัมพูชามิได้ทักท้วงและไม่กล้าแม้แต่ส่งเจ้าหน้าที่มากู้ทรากเครื่องบินดังกล่าวเป็นเวลาหลายปีหลังจากเกิดเหตุ

     ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกได้แถลงเลื่อนการพิจารณาวาระการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกออกไปอีก ๑ ปีโดยกำหนดจะนำเข้าพิจารณาในสมัยประชุม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น  ปัญหาข้อขัดแย้งนี้ รัฐบาลไทยจึงยังต้องขบคิดและหาทางแก้ใขและให้คำอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

     เพื่อป้องกันและลดอัตราการสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนอันเป็นที่รักและหวงแหนของประชาชนคนไทย ซึ่งต่างก็ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ทำการวิจัย ศึกษาและพิจารณาประเด็นอันเป็นปัญหาอย่างถี่ถ้วนแล้ว  จึงขอแสดงความคิดเห็นพ้องต้องกับข้อเสนอของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งในหลักการและวิธีปฏิบัติเพิ่มเติมจากที่ได้นำเสนอไปแล้วดังต่อไปนี้

๑.    รัฐบาลไทยมีสิทธิและหน้าที่ตามกฏหมายระหว่างประเทศในการป้องกันประเทศชาติตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศและกฏหมายระหว่างประเทศ

๒.    โดยที่ไทยเป็นประเทศรักสงบ ไทยจึงได้ใช้ความอดทนและอดกลั้นเป็นที่ตั้งเพื่อรักษาสันติภาพและมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด  แต่กระนั้น หากประเทศใดใช้กำลังทหารหรือศาสตราวุธทำการรุกรานโดยรุกล้ำเข้าในพระราชอาณาเขตประเทศไทย  ไทยก็ชอบที่จะใช้วิธีการทูตเจรจาโดยสันติวิธีก่อน  แต่เมื่อการเจรจา ว่ากล่าวตักเตือน ทักท้วง หรือประท้วงโดยสันติวิธีไม่บังเกิดผล  ผู้รุกรานก็สมควรได้รับการตอบโต้ด้วยกำลังทหารและอาวุธตามควรแก่เหตุและตามสัดส่วนเพื่อป้องกันตนเองมิให้ผู้ใดรุกล้ำเข้ามาได้  และจะต้องทำการผลักดันให้ผู้บุกรุกถอยออกไปโดยด่วนที่สุด ทั้งนี้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของประเทศไทยและคงไว้ซึ่งสันติสุขของปวงชนชาวไทย

๓.    ในกรณีปราสาทพระวิหาร  รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ ยืนยันโดยสนธิสัญญาและพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๐๗กำหนดให้เขตแดนบริเวณที่พิพาทเป็นไปตามเส้นสันปันน้ำบนทิวเขาบรรทัด (ดงรัก) ทั้งนี้  เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรม

๔.    เส้นสันปันน้ำในบริเวณเทือกเขาบรรทัดได้ถูกกำหนดให้เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ เป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว  กัมพูชาเป็นเพียงผู้สืบสิทธิ์ของฝรั่งเศส  จึงไม่อาจทักท้วง แก้ใข หรือเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาทวิภาคีได้ตามใจชอบของตนแต่ฝ่ายเดียว

๕.    อนึ่ง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ นั้น จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่  ซึ่งไม่ว่าจะพิจารณาในมุมมองใด ก็ยังคงอยู่ภายในอาณาเขตของพระราชอาณาจักรไทย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ในฝั่งไทยของเส้นสันปันน้ำหรือเส้นแบ่งเขต

๖.    ด้วยเหตุผลดังกล่าว กัมพูชาจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตามที่คาดหวังไว้  ทั้งนี้ เนื่องจากคำพิพากษาจำกัดพื้นที่เฉพาะที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่เท่านั้น   และศาลไม่มีอำนาจพิจารณาเกินคำขอ (Ultra Petita) กัมพูชาตระหนักในความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี  จึงพยายามใคร่ครวญโดยใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อหาทางขยายผลของคำพิพากษา โดยเสี่ยงส่งคนชาติกัมพูชาทะยอยเข้าไปพำนักอาศัยตั้งรกรากในบริเวณใกล้เคียงปราสาทบนยอดเขาพระวิหารซึ่งอยู่ในเขตไทยตามหลักสันปันน้ำ

๗.    ประเทศไทยและประชาชนคนไทยชอบที่จะปฏิบัติการให้คนต่างชาติที่รุกล้ำเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทยเคารพกฏหมายไทย รัฐบาลไทยมีอำนาจในการปกครองเหนือดินแดนไทย  จึงจำเป็นต้องแสดงการใช้อำนาจอธิปไตยตามกฏหมายระหว่างประเทศ  อาทิ การตรวจคนเข้าเมือง การประทับลงตราอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าประเทศ การขึ้นทะเบียนวัด โรงเรือน และสิ่งปลูกสร้าง  ทำบัญชีสำมโนประชากรคนต่างด้าว ตลอดจนเก็บภาษีอากร สรรพากร สรรพสามิต และภาษีศุลกากร ฯลฯ

๘.    หากรัฐบาลยังยินยอมให้คนต่างด้าวเข้ามาพำนักในประเทศไทยโดยเสรี และไม่ผลักดันออกไปตามกฏหมายไทย หรือไม่สามารถใช้กฏหมายไทยโดยสมบูรณ์  รัฐบาลก็ควรใช้มาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดลงโทษคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยอย่างผิดกฏหมาย หรือเนรเทศออกไปจากพระราชอาณาจักรไทยโดยทันที

๙.    เพื่อให้สอดคล้องกับการยึดถือเส้นสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตตามสนธิสัญญา ตาม กฏหมายระหว่างประเทศและตามความเป็นธรรม จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะรับรู้หรือยอมรับเส้นเขตแดนที่ฝรั่งเศสทำขื้นแต่ฝ่ายเดียวในแผนที่ มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชาเขตแดน ทั้งๆ ที่ศาลได้พิจารณาแล้วและได้ชี้ให้เห็นความผิดพลาดหลายจุดเนื่องจากฝรั่งเศสได้ลากเส้นเขตแดนไม่ตรงกับเส้นสันปันน้ำตามข้อตกลงในบทนิยามเขตแดนที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา ทั้งยังขัดต่อมติของคณะกรรมการปักปันเขตแดนไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ อีกด้วย

๑๐.    ฉะนั้น  สิ่งที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรีบด่วนคือยืนยันจุดยืนของไทยว่าในบริเวณเขาพระวิหารนั้น  เส้นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนที่แท้จริง  มิใช่เส้นเขตแดนบนแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่เคยได้รับความเห็นชอบจากไทย และขัดต่อความตกลงในอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญากับพิธีสารต่อท้าย ค.ศ. ๑๙๐๗

๑๑.    เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและทั่วถึง รัฐบาลต้องชี้แจงและตอกย้ำถึงความผิดพลาดในแผนที่ผนวก ๑ มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชาให้เป็นที่ทราบทั่วกัน  ทั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดการสับสนหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดคิดว่าดินแดนอีกหลายตารางกิโลเมตรนั้นมิใช่ผืนแผ่นดินไทย  การปิดปาก ไม่โต้แย้ง และวางเฉย หรือยึดหลักสันติวิธีเพียงอย่างเดียว ปล่อยให้กัมพูชาเข้ามาครอบครองโดยไทยเลิกใช้หรืองดใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนเอง คือการยอมรับโดยดุษณียภาพและหยิบยื่นดินแดนไทยให้กำพูชาเข้ามายึดครองโดยดี

๑๒.    ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และเพื่อขจัดความสุ่มเสียงต่อการสูญเสียผืนแผ่นดินไทยให้กัมพูชา  รัฐบาลไทยจำเป็นต้องแถลงจุดยืนให้เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในสายตาชาวโลก  มิใช่จำกัดเฉพาะประชาชนชาวไทยและผู้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเท่านั้น  นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังสมควรยกเลิก MOU ๒๕๔๓ หลังจากกัมพูชาเป็นฝ่ายล่วงละเมิดมาโดยตลอดทั้งๆ ที่ไทยได้ประท้วงโดยเปล่าประโยชน์ไปแล้วหลายครั้งหลายหน

                                                                                                                                                                   มหาวิทยาลัยรังสิต
                                                                                                                                                           วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๓

————–
ฉบับภาษาอังกฤษเนื้อความเดียวกัน

Rangsit University Communiqué

Dispute over the Temple of Phra Viharn

           Pursuant to Rangsit University Communiqués dated 29th July and 3rd August 2553 on Thailand’s opposition to the unilateral listing of the Temple of Phra Viharn as a World Cultural Heritage by Kampuchea, confirming Thailand’s objection to the listing of the Temple which remains the subject of an ongoing dispute between Thailand and Kampuchea.  Regardless of the decision of the International Court of Justice declaring that the ground upon which the Temple is situated is under the sovereignty of Kampuchea, Thailand sent a letter of protest to the Secretary General of the United Nations, contesting Thailand’s sovereignty over the Temple, while permitting Kampuchean nationals to cross the borderline which is the watershed line in the Dangrek Range to visit the Temple of Phra Viharn through the broken stairs.  Such being the case as there is no other way to gain access to the Temple except passing through Thai territory.  Should Kampuchea decide to visit the Temple by air, it would have to gain access through Thailand’s territorial airspace.  In the year B.E. 2505, Kampuchea once entered Thailand’s airspace without permission, and after due warning the intruding Kampuchean helicopter was shot down without any word of protest from Kampuchea.  Indeed, for years after the incident, no Kampuchean official ever dared come to recuperate the remnants of the ill-fated helicopter. 

          As the World Cultural Heritage Committee of UNESCO has decided to postpone consideration of the item on the listing of the Temple of Phra Viharn as the World Cultural Heritage for another year to be considered in its annual session in B.E. 2554, this unresolved conflict will continue to occupy the attention of the Thai Government during the coming session of the Committee in the year B.E. 2554.  Thailand will continue to face the problem of continuing to provide necessary clarifications.

           To avoid or at least to abate the risk of further loss of Thai territory which is cherished by all peace-loving Thais whose primary duty it is to protect and defend the national interests of the realm, Rangsit University has conducted intensive researches and studies to examine every issue involved in the problem in each and every minute detail,  and has approved the position taken and suggestions made by the Faculty of Law of Rangsit University,  both in principle and in the additional practical recommendations, as follows :

1.    His Thai Majesty’s Government is fully entitled as it is under an international law obligation to defend itself under the Charter of the United Nations under Treaties and under International Law.

2.    As a peace-loving nation,  Thailand has displayed utmost patience and self-     restraint to maintain peace and friendship with all its neighbors at all times.  Nonetheless, should any country uses force or armed force by perpetrating an intrusion into Thai territory, Thailand would first politely use diplomatic means to negotiate its withdrawal.  However, should negotiations failed, the intruders would deserve to be met with proportionate measures of forcible repulse for purposes of self-defence in proportional manner to produce timely expulsion of the intruders, in order to protect and preserve the territorial integrity of the Thai Kingdom and to maintain the peace and happiness of the people of the realm.

3.    In the case3 of the Temple of Phra Viharn, His Thai Majesty’s Government still; adheres to the bilateral treaty commitments between Thailand and France under the Convention of 1904 and the Treaty and Protocol of 1907, which reaffirmed the watershed line of the Dangrek Range to be  the boundary line in the area under consideration in accordance with principles of International Law and justice.

4.    The Watershed line in the region of the Dangrek Range was defined As the boundary line between France and Thailand in the Convention of 1904 over one hundred years ago, Kampuchea being merely France’s successor in title, and as such could not be heard to complain unilaterally or to have any say by way of objection or protest or revision in any way whatsoever tending to alter the definition of the boundary line, as fixed bilaterally between France and Thailand.

5.    Furthermore,  the decision of the International Court of Justice in the Temple of Phra Viharn Case was confined to the ground on which the Temple is situated, which from any perspective  still lies within the territory of the Kingdom of Thailand, as the ground in question is indubitably on the Thai side of the watershed line, which constitutes the frontier line.

6.    For the foregoing reasons, Kampuchea could not have availed itself of the use of the decision of the International Court of Justice as it would have liked because of its limited utility, and the Court had no jurisdiction ultra petita.  Kampuchea fully realized this limitation, and after decades of attempts to expand the effect of the decision, Kampuchea decided to take the risk of sending its nationals by infiltrating over the boundary line in the vicinity of the Temple over the hill top on the Thai side of the watershed line, which is the boundary line.

7.    Thailand and the Thai people are entitled to take whatever action necessary to ensure respect of Thai law by illegal aliens, the Thai Government having the fullest sovereign authority to administer the territory.  It is imperative in the circumstances that the Thai Government  should display its sovereign authority under international law, for instance,  by enforcing its immigration regulations, allowing or disallowing aliens to enter the Kingdom, registration of any buildings, temple, school or superstructure, making a list of aliens and immigrants, as well as collecting taxes, dues and all kinds of customs duties.

8.    Should the Thai Government continue to permit free entry and sojourn of aliens in the Kingdom without expelling undesirable aliens under Thai law or failing to implement Thai immigration legislation, the Thai Government should adopt whatever measures it deems appropriate to punish the illegal aliens or immigrants or else to expel them from the Kingdom as soon as possible.

9.    In accordance with Thailand’s adherence to the watershed line as the boundary line under bilateral treaties and under international law as well as principles of justice,  Thailand should not acknowledge or accept the line unilaterally drawn by the French Members of the Franco-Siamese Mixed Commission on the map 1/200,000 or Annex I map, despite the fact that the Court had already examined and noted several errors on the line unilaterally drawn by the French Members of the Mixed Commission, deviating at several points from the actual watershed line as defined by the Treaties, and against the findings and decisions of the Mixed Franco-Siamese Delimitation Commission.

10.     Therefore, it is urgent that the Thai Government should reiterate its position to the effect that in the Temple area, the boundary line is the watershed line, and not the line shown on the Annex I map, which was drawn unilaterally by the French Members of the Mixed Commission, without any approval by the Thai Members and inconsistent with the Convention of 1904 and the Treaty and Protocol of 1907.

11.    For better and more thorough understanding, it is necessary for the Thai Government to re-emphasize and publicize the errors contained in the Annex I map 1/2000,000 scale, to avoid any further misunderstanding, which may entail the risk of misconception., mistaking hundreds of square kilometers of Thai territory for foreign land, thereby alienating  Thailand’s own motherland.  Failure to protest or to open up or to acquiesce or solely to rely on pacific means and letting Kampuchean intruders into our fatherland without the display of Thailand’s sovereign authority over Thai territory may be tantamount to tacit consent to cede portions of Thai soil to Kampuchean poachers.

12.    For the preceding reasons and to reduce the risk of ceding Thailand’s territorial sovereign rights to Kampuchea, it has become imperative that the Thai Government should stand up and reconfirm its resolute and crystal clear position for the rest of the outside world above and beyond the people of Thailand and the alien intruders.   Finally, it is urgently necessary that the Government of Thailand should revoke MOU 2543 after dozens of repeated violations by Kampuchea, followed by appropriate warnings and timely notifications by Thailand which thus far have yielded no concrete result.

             
                                                                                           RANGSIT UNIVERSITY

                                                                                                19 August 2553

—————————————

หมายเหตุ: แถลงการณ์ฉบับนี้ ร่างโดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล อธิการบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ฟิฟทีนมูฟได้รับอนุญาตให้ทำการเผยแพร่

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website

Comments are closed.