วันนี้ (๑ ตุลาคม) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นายวีรา ชัยฤทธิไชย ทนาย และภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร นำโดย ม.ล. วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นายมนตรี ลิมปพยอม พร้อมคณะเเข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ในคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๑๗/๒๕๕๒ ซึ่งนายมนตรี ลิมปพยอม กับพวกรวม ๙ คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน กับพวกรวม ๓ คน ในฐานความผิดละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ บุกรุก ขับไล่ เพิกถอนนิติกรรม ซึ่งภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๕๒๓๔/๒๕๕๒
ในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงครั้งนี้ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลแพ่ง ด้วยเหตุที่ มีประเด็นอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่สมควรได้รับการวินิจฉัยมีคำสั่งและคำพิพากษาของศาล เป็นกรณีที่มีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ดังนี้
๑. คดีนี้ เป็นเรื่องพิพาททางแพ่งหรือไม่ และโจทก์อยู่ในฐานะที่จะนำเสนอคดีของโจทก์ต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามกฎหมายหรือไม่
๒. โจทก์ฯ มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ หรือใช้สิทธิทางศาลได้หรือไม่
๓. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ที่ศาลใช้เป็นเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำสั่งและคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ฯ ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับบทบัญญตินั้น อย่างไร หรือไม่
แฟ้มภาพ การยื่นอุทธรณ์ของคณะทนายและภาคีเครือข่ายฯ (คลิกที่ภาพขนาดย่อเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)
รายละเอียดคำฟ้อง เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๒ (การยื่นฟ้องครั้งแรกต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดา) และคำร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟ (PDF) ดาวน์โหลดได้จากด้านล่าง
- คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ ๖ หน้า
- คำฟ้องหลัก ๕๔ หน้า
- คำร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ๒๐ หน้า**
หมายเหตุ: สาระสำคัญประการหนึ่งอันเป็นเหตุสู่การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรง ครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจในคำอุทธรณ์ หน้า ๑๑ ความบางส่วนว่า…
โจทก์ฯ เห็นด้วยความเคารพว่า แม้ศาลจะมีคำวินิจฉัยและพิพากษาไปตามอำนาจหน้าที่ในฐานะอันเป็นหนึ่งแห่งองค์สามของอำนาจอธิปไตย อันเป็นของปวงชนชาวไทย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตรฺย์ ผู้ทรงเป็นประมุขของปวงชนชาวไทย ว่า “โจทก์ฯ ไม่มีอำนาจฟ้อง” คดีนี้ได้ตามกฎหมายนั้น อาจก่อให้เกิดความสงสัย ความกังขา อย่างกว้างขวาง แก่ปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่า ได้คำนึงถึงหรือให้น้ำหนักแก่สิทธิเสรีภาพของโจทก์ฯ และปวงชนชาวไทยอย่างพอเพียงแล้วหรือหาไม่ ทั้งการใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวงในคดีนี้ ได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ โดยครบถ้วนถูกต้องมสมบูรณ์ทุกประการแล้วเพียงใด
โจทก์ฯ ขอประทานกราบเรียนว่า การฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ เนื่องจากจำเลยทั้งสามพับพวกฯ และคณะกรรมการมรดกโลก ร่วมกันกระทำละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของโจทก์ฯ และปวงชนชาวไทย ที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติรองรับไว้โดยชัดแจ้ง ฟ้องโจทก์ฯ ในคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ อันเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งมีฐานะเป็นกฎหมายพิเศษ มิใช่กฎหมายทั่วไป การบังคับกฎหมายแก่คดีโจทก์หรือการตีความกฎหมายทั้งปวง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ..
และในหน้า ๑๓ ความส่วนหนึ่งมีดังนี้ว่า ..
โจทก์ฯ ก็เห็นด้วยความเคารพว่า ศาลย่อมมีขอบเขตแห่งอำนาจสามารถบังคับใช้กฎหมายตามคำขอบังคับท้ายฟ้องโจทก์ได้ในทุกๆ อณูแห่งดินแดนฯ อันอยู่ภายใต้เขตแห่งอำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย อย่างสมบูรณ์ ทั้งคำขอบังคับดังกล่าว โจทก์ฯ ก็ยังอาจร้องขอต่อศาลเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติม หรือสละเสียเป็นบางข้อก็ได้









ไม่เห็น รัฐบาลทำอะไร เลย
งานนี้ขอให้ ศาล ช่วยๆ หน่อยน่ะ
เอาฮุนเซน กับพวก ออกไป ๆ ๆ
อย่าไปให้ความหวังอะไรกับ รัฐบาลชุดนี้เลย เพราะมันเป็นกรรมของประเทศ ดังนั้นนอกจากจะต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่หลายคนอ้างว่ามีจริงเพื่อให้คุ้มครองแผ่นดินไทยในส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวของเราเอง เวลานี้คนไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆที่มีองค์ความรู้ มีสติปัญญา ต้องหันหน้าเข้าหากัน ผนึกกำลังทางปัญญากันให้แน่น เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองให้ลุล่วงไปให้ได้ ถ้าคนไทยทุกหมู่เหล่าร่วมมือรวมพลังทางปัญญากันแล้ว ปัญหาทุกปัญหา คนไทยแก้ได้ด้วนคนไทยเอง ขออย่างเดียวอย่าแตกแยกสามัคคีกัน เท่านั้นเป็นพอ
เรียนอาจารย์วิโรจน์
จัดคอนเสริต สีซอ ให้ฝูง(รัฐบาล)กระบือไทย-กัมพูชา ฟังดีใหม? แขกพิเศษที่ต้องเชิญ ตาบอด ปากห้อย หน้าแหลม 555 666
ไอเดียดีมากค่ะ…คอนเสิร์ตสีซอ…จัดที่โรงแรมแถวๆ ซอยรางน้ำนะคะ