ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร และคณะทนาย ยื่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ และพวกรวม ๓ คน ต่อศาลแพ่ง ถนนรัชาดาภิเษก ในฐานความผิดละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ บุกรุก ขับไล่ เพิกถอนนิติกรรม พร้อมคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๑๗/๒๕๕๒ พร้อมสำเนาคำฟ้องถึงอธิบดีศาลแพ่ง
เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายฯ นำโดย ม.ล. วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญระดับ ๙ สถาบันไทยคดีศึกษา และ อ. เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ และคณะทนาย นำโดยนายวีรา ชัยฤทธิไชย ยื่นฟ้องคดีเพื่อพิทักษ์อธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร ซึ่งรวมเอาตัวปราสาทไว้ด้วย โดย อ. เทพมนตรี ลิมปพยอม กับพวกรวม ๙ คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน (นายกรัฐมนตรีกัมพูชา) กับพวกรวม ๓ คน ประกอบด้วย นายฮอร์ นัมฮง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา นายสก อาน รองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ในฐานความผิดละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ บุกรุก ขับไล่ เพิกถอนนิติกรรม พร้อมคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ
ชมแฟ้มภาพ: ภาคีฯ ฟ้องศาลแพ่งขับไล่ ‘ฮุน เซน’ พ้นเขาพระวิหาร
รายละเอียดคำฟ้อง จำนวน ๕๔ หน้า นั้น ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามคำขอ ๕ ข้อ ดังนี้
๑. ให้ศาลพิพากษาว่าอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณพื้นที่พิพาทในคดีนี้เป็นของโจทย์ ปวงชนชาวไทย และราชอาณาจักรไทย
๒. ให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามกับพวกพร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเข้ายุ่งเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร และบริเวณพื้นที่พิพาทอีกต่อไป และให้ถอนกำลังทหารแห่งกองทัพกมพูชาออกไป พร้อมทั้งอพยพราษฎรกัมพูชาออกไปด้วย
หากจำเลยกับพวกและบริวารทั้งหลายขัดขืนไม่ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ ปวงชนชาวไทยและราชอาณาจักรไทยจะเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
๓. ให้ศาลพิพากษาว่าการรับจดทะเบียนปราสาทพระวิหารและบริเวณพื้นที่พิพาทเป้นมรดกโลกของจำเลยทั้งสามกับคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก เป็นการอันละเทมิดสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญฯ ของโจทก์ ปวงชนชาวไทย และราชอาณาจักรไทย ให้นายทะเบียนมรดกโลกทำการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวเสีย หากจำเลยทั้งสามกับนายทะเบียนฯ องค์การยูเนสโกขัดขืนไม่ยอมทำตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนายกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนฯ
๔. ให้ศาลพิพากษาว่าต้องใช้เส้นสันปันน้ำตอนเขาพนมดงรัก เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดแนวเขตแดนดังกล่าวตามมาตรา ๑ แห่งสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๗ (๑๙๐๔)
๕. ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกัน ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย
ทั้งนี้ ในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ โจทก์ได้ส่งคำขอร้องขอให้ศาลไปเดินเผชิญสืบบริเวณปราสาทพระวิหารและบริเวณพื้นที่พิพาท รายละเอียดคำฟ้องฉบับเต็มจะนำเสนอภายหลัง
——————————————————
ประเด็นข่าวเกี่ยวเนื่อง





ศาลจะกล้าไป…เดินเผชิญสืบ…มั้ยเนี่ย!?
ขะแมร์มันถือ “หัวปลี” กันอย่าง เนียง สลัน บอง!?!
อยากให้ไปเดินเผชิญสืบเป็นที่สุด จะได้รู้เห็นอย่างเป็นจริง
เอาเถอะ ในขั้นต้นเรื่องนี้เป็น “คดีใหญ่” ในศาลแพ่ง ที่มีคนบ้าจำนวน ๙ คนไปฟ้อง “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน” สำเนาคดีส่งอธิบดีศาล ในบัดดล!!
หัวปลี = อาร์พีจี (จรวดประทับยิงบนบ่า)
เนียง = น้อง
สลัน = รัก
บอง = พี่
ร่วมปลดชั้นความลับโดย หจก.อาหารดี & ดนตรีไพเราะ