ฟิฟทีนมูฟ — ภาครัฐภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เตรียมความพร้อมในการถอนทหารออกจากเขตปลอดทหาร ซึ่งจะมีขึ้นหลังประชุม GBC โดยฝ่ายทหารถอนกำลังแล้ว ๔ ครั้ง ขณะตำรวจพร้อมส่งกำลังเข้าแทนที่ ก.ตร. อนุมัติตั้ง สภ.ย่อยผามออีแดง พร้อมพ่วงหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ๓ กองร้อย รับการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่
ไทยเดินหน้าถอนทหารสนองศาลโลก
เป็นที่ชัดเจนว่าภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นับเป็นพี่น้องร่วมชาติของกัมพูชา จะมุ่งหน้าสู่การถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารตามมาตรการชั่วคราวศาลโลก ที่มีพื้นที่ประมาณ ๑๗ ตร.กม. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตของไทยและครอบคลุมอาณาบริเวณ ๔.๖ ตร.กม. ของไทยใกล้ปราสาทพระวิหาร ที่ถูกกัมพูชายึดครองโดยเปิดเผย กรอบและห้วงเวลาในการถอนทหาร รวมถึงการรับผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้าพื้นที่ จะมีการหารืออย่างจริงจังและชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่กำหนดให้มีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ที่ประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ ระหว่างการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหน้าฉากในกำกับของ ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างหลบหนีโทษจำคุกในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง พี่ชายคนกลางของฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แสดงความเห็นชอบกับมาตรการชั่วคราวฯ และรับปากผู้นำกัมพูชาที่จะปฏิบัติตาม นอกจากนี้ การให้สัมภาษณ์ในภายหลังของทั้งไอ้ปึ้ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอ๊อด ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็สอดรับไปในทำนองเดียวกัน
นอกจากนี้ ในห้วงกลางเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม ฝ่ายไทยได้ถอนทหารออกจากพื้นที่ส่วนหลังของเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นทหารอัตรากำลังรบที่ถูกส่งเข้าประจำการระหว่างการปะทะเมื่อต้นปี พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์หนัก รถถังใหญ่และสัมภาระ รวมทั้งสิ้น ๔ ครั้ง โดย พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ ๒ ยอมรับว่ามีการถอนทหารออกไปแล้วกว่า ๒,๐๐๐ คน ซึ่งแหล่งข่าวในพื้นที่ ระบุว่า ปัจจุบันฝ่ายไทยคงเหลือกำลังทหารเฉพาะอัตรากำลังปกติของพื้นที่และส่วนที่ถูกส่งมาเสริมอีกเพียงเล็กน้อย ในพื้นที่ส่วนหน้าใกล้แนวเขต ๔.๖ ตร.กม. โดยที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของ ๔.๖ ตร.กม. อยู่ในความควบคุมของกัมพูชา ที่ปัจจุบันมีรายงานจากแหล่งข่าวว่า กำลังการเร่งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างสำหรับกองกำลังติดอาวุธ เช่น ตำรวจ รวมถึงการาขยายตัวอย่างมากของชุมชนชาวกัมพูชาบริเวณแนวถนนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ นับตั้งแต่หลังการปะทะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์สิ้นสุด
ตั้งสถานีย่อยผามออีแดงรองรับการถอนทหาร
ส่วนแผนรองรับการถอนทหารนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ได้มีมติกำหนดตำแหน่งในสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และสถานีตำรวจภูธรโดนเอาว์ ให้มีข้าราชการตำรวจทั้ง ๒ สถานีรวม ๔๕๐ ตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นระดับสารวัตร ๔ ตำแหน่ง รองสารวัตร ๑๒ ตำแหน่ง พนักงานสอบสวน ๔ ตำแหน่ง ชั้นประทวนอีก ๔๓๐ ตำแหน่ง
![]()
ที่ทำการ สภ.ย่อยผามออีแดง ตั้งอยู่ที่ผามออีแดง บนพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร (ขอบคุณภาพจากแหล่งข่าว)
แหล่งข่าวฟิฟทีนมูฟให้รายละเอียดในเรื่องนี้ว่า กำหนดตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเปิดตำแหน่งใหม่ ที่เป็นการอนุมัติแผนการตั้งสถานีตำรวจภูธรย่อยผามออีแดง (สภ.ย่อยผามออีแดง) ซึ่งขึ้นกับ สภ.บึงมะลู แต่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนเป็นของตนเอง โดยมีสารวัตรเป็นหัวหน้าสถานี ๑ คน พร้อมชั้นสัญญาบัตรอีก ๓ คน และชั้นประทวน ๑๑ คน รวมทั้งสิ้น ๑๕ คน ประจำสถานีย่อยบนผามออีแดง นอกจากนี้ยังมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ นปพ.อีก ๓ กองร้อย สำหรับ สภ.บึงมะลู และอีก ๑ กองร้อยสำหรับ สภ.โดนเอาว์ เพื่อดูแลพื้นที่ช่องโดนเอาว์
สภ.ย่อยผามออีแดง มีที่ตั้งอยู่ที่บริเวณผามออีแดง โดยการให้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนเป็นของตนเอง หมายถึงสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและส่งฟ้องศาลได้เองโดยไม่ต้องผ่าน สภ.บึงมะลู ในส่วนของ นปพ. ๓ กองร้อย แม้ยังไม่ทราบที่ตั้งแน่ชัด แต่แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเปิดอัตรากำลังสำหรับรองรับการถอนทหารออกจากพื้นที่เขตปลอดทหาร โดยใช้ตำรวจภูธรแทนที่จะเป็น ตชด. ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นกองกำลังกึ่งทหาร นอกจากนี้ จำนวนกองร้อย นปพ. ที่กำหนดใหม่สอดคล้องกับแผนการที่จะเปิดจุดผ่านแดนใน ๓ จุด บนพื้นที่ของ สภ.บึงมะลู คือ ช่องพระวิหาร (ประตูห้วยตานี) ช่องตาเฒ่า และช่องซำแต ที่ขณะปัจจุบัน ความพยายามเจรจาขอกัมพูชาเปิดช่องพระวิหารของฝ่ายไทยล้มเหลว เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่ยอม ฝ่ายไทยจึงพยายามเจรจาขอเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ โดยกำหนดไว้สองพื้นที่ คือ ช่องตาเฒ่า และช่องซำแต ซึ่งเป็นจุดที่การเดินทางค่อนข้างสะดวกทั้งสองฝั่ง
แม้ว่า สภ.ย่อยผามออีแดง ถูกกำหนดให้มีหน้าที่หลักในการดูแลและให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เข้าชมผามออีแดงและพื้นที่เขาพระวิหาร แต่ทว่าในเอกสารโครงการตั้งสถานีย่อยผามออีแดง ที่เสนอโดยตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในส่วนของหลักการและเหตุผลว่า เป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการชั่วคราวของศาลโลก และความวิตกต่อการมีกลุ่มมวลชนของประเทศไทยรวมตัวคัดค้านคำตัดสิน จึงอาจมองได้ว่า นปพ.ที่เปิดอัตราขึ้นใหม่ นอกจากเข้ามาแทนที่ทหารแล้วยังมีบทบาทในการปราบปรามจราจล กรณีมีการเคลื่อนไหวประท้วงในพื้นที่ ซึ่ง คำสั่ง ตร. ที่ ๕๗/๒๕๕๓ เรื่อง กำหนดอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งในสถานีตำรวจ ก็กำหนดหน้าที่นี้ไว้อย่างชัดเจน
เขมรรุกฝึกตำรวจพร้อมส่งประจำการเขตปลอดทหาร
แหล่งข่าวในพื้นที่พระวิหารหลายแหล่งให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ระหว่างรอการถอนทหาร ฝ่ายกัมพูชาได้มีการเตรียมความพร้อม โดยทำการฝึกตำรวจจำนวนหนึ่งเพื่อส่งเข้าประจำการแทนที่ทหารบนพื้นที่ปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งการฝึกเป็นไปในลักษณะเดียวกับการฝึกทหาร โดยดำเนินการในพื้นที่ จ.เสียมราฐหรือที่กรุงพนมเปญ นอกจากการฝึกตำรวจเพื่อส่งเข้าประจำการแทนทหารในพื้นที่เขตปลอดทหารแล้ว ฝ่ายกัมพูชากำลังอยู่ระหว่างการเร่งก่อสร้างที่ตั้งและที่พักของผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซีย ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนว่าอยู่ในบริเวณใด




ควรทราบด้วยว่าคำแขมร์ศรีสะเกษเช่น
บึงมะลู = (บึงใบพลู)
โดนเอาว์ = (ยายของพ่อ)
คำ “เขมร” ก็ไม่ถูกต้อง ควรเรียกให้ถูกเป็น (แขมร์)!
เราเป็นคนไทยใจรักชาติ
ไม่มีใคระจะมาห้ามหรือสั่งเราได้
เราเรียก เขมร มีอะไรไหม ข้องใจอะไรหรือเปล่า
ที่นี่ประเทศไทยที่บรรพบุรุษของเราหวงแหนไว่ให้ลูกหลานโว้ย
เขมร อ่านว่า ขะ- เหม็น (ถูกหรือเปล่า?)
เขาพระวิหาร …เขมร อ่านว่า เขา-พะ-วิ-เหี้ยยยะ….
แล้วทำไงได้ ทหาร รัฐบาล เขารวมหัวกันกิน แล้ว ปชช. ก็น่าตาปริบๆ แค้นลึกๆ อยู่ในใจ
…ไปแขมร์ไปเรียก “ขะเหมน” ไม่มีใครรู้เรื่อง….มันเป็น (ขะ-แม)…แล้ว “พม่า” เป็น (มยะ-หม่า)…”จีน” เป็น (จุ้งหว่า)…แล้ว “Preah Vihear” เป็นสากลทั่วไปคือ (เพรี้ยะ-วิ-เฮีย)
น้องสร้อยมาชื่อใหม่อีกล่ะ
ตุ๋ยเอ๋ย
ที่ศรีสะเกษไม่มีใครหรอกที่รู้จัก “buffalo” เพราะเป็นภาษาอังกฤษ
มีน้อยคนที่รู้จ้กและพูดว่า “ควาย” เพราะเป็นภาษาไทยกลาง
แต่ที่แน่ๆคนที่ศรีสะเกษส่วนใหญ่จะรู้จักสัตว์พันธุ์ที่ว่านี้ในนามของ “ควย”
ขอโทษนะครับ มันเป็นภาษาถิ่นไทยอีสานหรือภาษาลาวจริงๆครับ
ใช่ไหมตุ๋ย
อย่าบอกนะว่าไม่เคยได้ยิน
ก็นายเป็นคนศรีสะเกษนี่นา
แลกเปลี่ยนกันได้ครับ เราจะเรียกเขมร ก็ไม่เห็นเป็นไร
เขมร เรียกเรา ทั้ง สยาม ทั้งเสียม ทั้งไทย ก็เรียก จะเดือดร้อนอะไร
อย่าติดขัดเคืองกับคำที่มันตกค้าง ความจริงแล้วเป็นร่องรอยภาษาที่ช่วยสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ดีด้วยซ้ำ
จะดีมาก ถ้าจะบอกว่า เหตุที่เรียกเขมรไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดสงครามหรือ
ผมเคยคุยกับข้าราชการกัมพูชา เขาก็ไม่เห็นจะโกรธ เมื่อถามถึงเรื่องนี้
ผมคุยกับข้าราขการเขมร ถามถึงเรื่อง เรียกเขมร ขแมร์ ไม่เห็นเป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องต้องโกรธ ต้องทำสงครามอะไร เราคนไทย คนสยาม คนเสียม ที่เขมรเรียก จะมาเดือดร้อนอะไร
ลองบอกสิ เขมร มีที่มาจากไหน แล้วเป็นร่องรอยให้สืบค้นประวัติศาสตร์ได้ใช่ไหม
คำ “เขมร” (ขะ-เหมน) เป็นคำอวิชชาไม่ถูกต้องที่เกิดมาโดยอเจตนาจากคำเดิมคือ “แขมร์” (ขะ-แมร์) ที่ลิ้นไทยลิ้นลาวมิอาจเรียกได้ ตัว “ร” ข้างหลังออกเสียงกลายเป็น “น-หนู” เราควรใช้ “แขมร์”ให้ถูกต้องเหมือนเดิม…เพราะว่าคนแขมร์ไม่รู้จัก “ขะ-เหมน”…นี่เป็นคำดูถูก เหมือน “เจ๊ก”, “นิโกร” ฯลฯ
จะเรียก”ขะ-เหม็น”…..มีไรหรือปล่าว….
คำ “เขมร” (ขะ-เหมน) เป็นคำอวิชชาไม่ถูกต้องที่เกิดมาโดยอเจตนาจากคำเดิมคือ “แขมร์” (ขะ-แมร์) ที่ลิ้นไทยลิ้นลาวมิอาจเรียกได้ ตัว “ร” ข้างหลังออกเสียงกลายเป็น “น-หนู” เราควรใช้ “แขมร์”ให้ถูกต้องเหมือนเดิม…เพราะว่าคนแขมร์ไม่รู้จัก “ขะ-เหมน”…นี่เป็นคำดูถูก เหมือน “เจ๊ก”, “นิโกร” ฯลฯ
ทักษิณเอ๋ย โง่แล้วยังอวดฉลาด โปรดอย่าใช้คำว่าอวิชชา คือ ความโง่เขลาดักดานสันดานหยาบเลย มันจะทำให้มืดหลงในวัฏสงสารนะ