เปิดถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง ที่ UNSC

ฟิฟทีนมูฟ — เปิดถ้อยแถลงฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เนื้อหาและข้ออ้างไม่มีอะไรใหม่เพิ่มเติมจากแถลงการณ์ที่เคยออกซ้ำซาก และตบหน้าอภิสิทธิ์ซ้ำว่าไทยรับแผนที่ดงรักตาม MOU43 พล่ามว่ากัมพูชาได้อดทนอดกลั้นเจรจากับไทยอย่างดีที่สุดแล้วแต่ล้มเหลว สุดท้ายเรียกร้องให้ยูเอ็นเอสซีส่งผู้สังเกตการณ์หรือกองกำลังรักษาสันติภาพ หรืออย่างน้อยสุดก็คณะพิสูจน์ความจริงลงพื้นที่ เรียกร้องให้ส่งคำตัดสินไปตีความที่ศาลโลกใหม่เพื่อไทยจะได้หายเข้าใจผิด

ถ้อยแถลงของนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ฟิฟทีนมูฟแปลเรียบเรียงดังนี้

ถ้อยแถลงของนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ฟิฟทีนมูฟแปลเรียบเรียงดังนี้

————————————————-

— ประการแรกสุด ผมใคร่ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผมเพื่อบรรยายสรุปต่อคณะมนตรีความมั่นคงกรณีสงครามรุกรานกัมพูชาโดยประเทศไทย เมื่อวันที่ ๔, ๕, ๖ และ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ หลายสถานที่ เหล่านี้รวมถึงพื้นที่ดังต่อไปนี้ซึ่งอยู่ในเขตของกัมพูชา

  • ปราสาทพระวิหาร
  • วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพื้นที่ขมุม1 ซึ่งอยู่ห่าง ๓๐๐ เมตร และ ๕๐๐ เมตร ตามลำดับจากปราสาทพระวิหาร
  • แถบช่องคานม้าและภูมะเขือ ตั้งอยู่ห่างโดยประมาณ ๑,๑๒๐ เมตร และ ๑,๖๐๐ เมตร ตามลำดับจากพรมแดน พื้นที่ตาเส็มและอื่น ๆ

— ในการโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่ต่อกัมพูชา ประเทศไทยได้ใช้อาวุธทันสมัยประกอบด้วย ระเบิดพวงและกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ ๑๒๐ ๑๓๐ และ ๑๕๕ ไกลถึง ๒๐ กิโลเมตรภายในเขตแดนกัมพูชา การโจมตีของประเทศไทยนับแต่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลก ตลอดจนเสียชีวิต ๖ ราย และบาดเจ็บ ๗๑ ราย ในหมู่ทหารและประชาชนกัมพูชา จากความสูญเสียต่อมนุษย์ทั้งหมดนั้น ๒ คน ถูกสังหารและอีก ๘ คน ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดพวงที่ใช้โดยทหารไทย แม้จะมีการห้ามใช้อาวุธชนิดนี้ทั่วโลก

— แม้มีการเจรจาตกลงหยุดยิงสองครั้ง สถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังมีความเปราะบางอย่างสูง การต่อสู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ขณะที่ทหารไทยซึ่งติดอาวุธหนัก ปืนใหญ่และรถถังได้ถูกประจำการตามแนวชายแดน สร้างความกดดันต่อกัมพูชา

— อนุญาตให้ผมได้เตือนความจำถึงรากสาเหตุที่นำไปสู่สงครามรุกรานขณะนี้ของประเทศไทยต่อกัมพูชา ดังต่อไปนี้:

— ฝรั่งเศสและสยามลงนามในอนุสัญญา ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ๑๙๐๗ เพื่อตั้งคณะกรรมการผสมปักปันเขตแดนระหว่างอินโด-จีนและสยาม ในช่วงระหว่างปี ๑๙๐๕ ถึง ๑๙๐๘ คณะกรรมการฝรั่งเศส-สยามซึ่งตั้งโดยอนุสัญญา ๑๙๐๔ ได้จัดทำแผนที่ชุดหนึ่งจำนวน ๑๑ ฉบับ (ทั้งหมดเป็นมาตราส่วน ๑/๒๐๐,๐๐๐) รวมถึงระวางหนึ่งที่เรียกว่า “แผนที่ดงรัก” ซึ่งแบ่งเขตตอนที่ ๖ ซึ่งเป็นบริเวณปราสาทพระวิหาร (กัมพูชาอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศสจากปี ๑๘๖๓-๑๙๕๓)

— นับแต่การจัดทำแผนที่ดงรักในปี ๑๙๐๘ ประเทศไทยได้ยอมรับแผนที่นี้อย่างเป็นทางการโดยการขอให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสส่งสำเนาแผนที่จำนวนมากสำหรับการใช้งานของผู้ปกครองจังหวัดชายแดนติดกับกัมพูชา

— ในปี ๑๙๕๔ หลังการประกาศอิสรภาพของกัมพูชาในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๕๓ กำลังทหารไทยได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาและยึดครองปราสาทพระวิหาร กัมพูชาด้วยความอดกลั้นและความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงสงครามได้ฟ้องคดีไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๑๙๕๙ ตามหลักของแผนที่ดงรักที่อ้างถึงข้างต้น ถูกอ้างถึงโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าแผนที่ “ผนวก ๑” ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๑๙๖๒ ดังนี้

         “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนพื้นดินภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา”

          “ประเทศไทยอยู่ภายใต้พันธกรณีที่จะต้องถอนทหารหรือกำลังตำรวจหรือยามหรือผู้ดูแลที่ประจำการโดยประเทศไทยที่ปราสาทพระวิหาร หรือบริเวณใกล้เคียงบนเขตของกัมพูชา”

          “ประเทศไทยอยู่ภายใต้พันธกรณีที่จะต้องส่งคืนกัมพูชาในวัตถุใด ๆ ตามที่ระบุในคำร้องที่ห้าซึ่งอาจจะ นับแต่วันเข้ายึดครองปราสาทโดยประเทศไทยในปี ๑๙๕๔ ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณปราสาทโดยเจ้าหน้าที่ไทย”

— ในเรื่องเขตแดนระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยในบริเวณปราสาทพระวิหาร ฐานคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ปี ๑๙๖๒ กล่าวอย่างชัดเจนในบรรดาเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

          “ศาล อย่างไรก็ตามเห็นว่าประเทศไทยในปี ๑๙๐๘-๑๙๐๙ ได้ยอมรับแผนที่ผนวก ๑ ในฐานะผลงานการปักปันเขตแดน และได้รับรู้เส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน ผลคือได้วางพระวิหารในเขตกัมพูชา” …

         “อย่างไรก็ตาม ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าคู่ภาคีได้แนบสิ่งใดเป็นพิเศษไปยังเส้นสันปันน้ำ …ด้วยเหตุนี้ ศาลรู้สึกถึงขอบเขต เป็นเรื่องของการตีความสนธิสัญญา เพื่อที่จะประกาศความชอบของเส้นที่วาดในพื้นที่พิพาท” …

— ขอให้ผมได้นำความสนใจของคณะมนตรีความมั่นคงว่า เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนเล็กน้อยของฐานคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

— ควรตั้งข้อสังเกตว่านับจากการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี ๑๙๖๒ ประเทศไทยได้ยอมรับที่จะถอนทหารจากพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง

— ในเดือนมิถุนายน ๒๐๐๐ กัมพูชาและประเทศไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของราชอาณาจักรกัมพูชาและรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยในการสำรวจและจัดทำหลักเขตทางบก ซึ่งได้ยอมรับ “แผนที่ดงรัก” ซึ่งอ้างถึงโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสำหรับคำตัดสินในปี ๑๙๖๒ ว่าแผนที่ “ผนวก ๑” พร้อมด้วยเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายอื่น เป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและประเทศไทย

— ประเทศไทยได้เริ่มเรียกร้องว่าเป็นเขตแดนของตนซึ่งเรียกว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารเฉพาะเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกเริ่มพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทในบัญชีมรดกโลกในปี ๒๐๐๘ การอ้างของไทยนี้อาศัยแผนที่ซึ่งลากเองเพียงฝ่ายเดียวซึ่งไม่มีคุณค่าทางกฎหมายใด

— ในการพยายามเรียกร้องผิดทำนองคลองธรรม ประเทศไทยได้กระทำการรุกรานกัมพูชาในสามโอกาสก่อนหน้า คือ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๐๐๘, ๑๐ ตุลาคม ๒๐๐๘ และ ๓ เมษายน ๒๐๐๙ ในพื้นที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ช่องคานม้า ภูมะเขือ และตาเส็มซึ่งอยู่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร การรุกรานเหล่านี้เป็นผลให้เกิดความสูญเสียต่อมนุษย์ตลอดจนความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะปราสาทพระวิหาร

— ในการเผชิญหน้าต่อการรุกรานอย่างครึกโครมเหล่านี้ กัมพูชาได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดและรักษาความอดทนอย่างมากในการเจรจากับประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกัมพูชานั้นเปล่าประโยชน์ เพราะประเทศไทยฮึกเหิมด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยและขนาดใหญ่กว่า

— ควรเตือนความจำด้วยว่าเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๐๑๑ คู่ขนานกับการซ้อมรบของประเทศไทยด้วยปืนใหญ่ตามแนวพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่ในความเป็นจริงคือการเตรียมสงคราม นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของประเทศไทย เรียกร้องให้กัมพูชาต้องปลดธงชาติออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระของกัมพูชาใกล้ปราสาทพระวิหารซึ่งสร้างตั้งแต่ปี ๑๙๙๘ สามวันให้หลัง เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๐๑๑ เขาได้กล่าวว่า “การใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย….รัฐบาลไม่กลัวที่จะทำสงครามกับกัมพูชา” หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผู้บัญชาการกองทัพบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวคล้ายกันว่า “การใช้กำลังจะเป็นหนทางสุดท้าย”

— อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมยืนยันว่าการถอนทหารตามข้อเสนอของกัมพูชาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเราต้องรักษาสิทธิ์ของเรา (เหนือพื้นที่) แม้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันอีก” ขณะที่กัมพูชาเสนอให้ถอนกำลังทหารทั้งสองฝ่ายห่างจากแนวพรมแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยอาวุธรอบใหม่

— คำกล่าวเหล่านี้ คู่ขนานกับการเตรียมสงครามสร้างเหตุทำสงครามเดือนกุมภาพันธ์กับกัมพูชาในวันที่ ๔, ๕, ๖ และ ๗ แม้ในปัจจุบัน ตามรายงานของสื่อไทยซึ่งท่านทั้งหลายอาจจะทราบ ประเทศไทยยังคงเสริมกำลังรถถัง ปืนใหญ่และทหารอย่างต่อเนื่องตลอดแนวพรมแดนกัมพูชา

— การกระทำการรุกรานซ้ำต่อกัมพูชาโดยประเทศไทยล่วงละเมิดเครื่องมือทางกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งดังนี้

  1. ข้อ ๙๔.๑ ของกฎบัตรสหประชาชาติ ในเรื่องพันธกรณีของแต่ละชาติสมาชิกของสหประชาติที่จะต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในทุกคดีที่ซึ่งประเทศนั้นเป็นภาคี
  2. ข้อ ๒.๓, ๒.๔ และ ๙๔.๑ ของกฎบัตรสหประชาชาติ
  3. สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือ (TAC) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อ ๒ ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี มีดังนี้
    • มีความเคารพต่อกันในความเป็นเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติของทุกชาติ
    • ยุติความแตกต่างและข้อพิพาทด้วยสันติวิธี
    • สละสิทธิที่จะคุกคามหรือใช้กำลัง
  4. ข้อตกลงซึ่งคำนึงต่ออธิปไตย ความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา ข้อ 2.2c, 2.2d ของข้อตกลงสันติภาพปารีส ในปี ค.ศ.๑๙๙๑

— ด้วยเหตุนี้ ผมร้องขออย่างจริงจังต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติให้ใช้มาตรการตามข้อ ๓๕.๑, ๓๖, ๓๙ และ ๙๔.๒ ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อยุติการรุกรานของประเทศไทยซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาที่ชัดเจน รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์หรือรักษาสันติภาพของยูเอ็น หรืออย่างน้อยที่สุด คณะเจ้าหน้าที่ค้นหาความจริงในพื้นที่พรมแดนนี้ เพื่อให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการต่อต้านด้วยอาวุธเกิดขึ้นอีก

— แม้ว่าความอดทนอดกลั้นและความพยายามโดยกัมพูชาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งอย่างสันติผ่านการเจรจาทวิภาคีได้ล้มเหลว กัมพูชายังคงปรารถนาทางออกอย่างสันติผ่านกรอบการทำงานระดับภูมิภาคอย่างเช่นอาเซียน ที่ทั้งกัมพูชาและประเทศไทยต่างเป็นสมาชิกองค์กรนี้

— ในกรณีของข้อยุติความขัดแย้งที่ไม่เป็นไปอย่างสันติทั้งที่มีการเป็นตัวกลางรับฟัง2 ของอาเซียน กัมพูชาใคร่ขอเสนอว่ายูเอ็นเอสซีควรยังคงร่วมเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนตามกฎบัตรของยูเอ็น

— ยูเอ็นเอสซีอาจส่งเรื่องนี้ต่อให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อตีความคำตัดสิน ปี ๑๙๖๒ ตามข้อ ๙๖.๑ ของกฎบัตรยูเอ็น เนื่องจากรากสาเหตุของความขัดแย้งอยู่ในความเข้าใจผิดต่อคำตัดสิน ปี ๑๙๖๒

— ขอบคุณการตัดสินใจของยูเอ็นเอสซีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เรียกประชุมในวันนี้ กองทัพบกไทยได้ปลดเปลื้องการโจมตีด้วยอาวุธขนาดใหญ่ต่อกัมพูชาและได้ตกลงหยุดยิง รัฐบาลของผมหวังที่จะใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสมาชิกคณะมนตรีทุกท่าน สำหรับการดำเนินการให้ซึ่งได้ปกปักชีวิตและความทุกข์ยากจำนวนมาก ไม่เฉพาะต่อประชาชนของกัมพูชาแต่ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ขอบคุณ

————————————————-

--------------------------------------
  1. Khmum []
  2. good offices []

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website