ฟิฟทีนมูฟ – ฮอ นำฮง เคืองจัดเสียท่าไทย เอา ๓ ประเด็นที่คุยแล้วมายัดใส่ระเบียบวาระ คุยเครียดลากยาวจนหมดสองวัน พอตกลงได้แล้วไทยยังโยกโย้รอสภาอนุมัติ JBC ๓ ฉบับก่อนลงมือ ระบุเรื่องเปิดด่านที่เรียบร้อยเพราะเป็นผลประโยชน์ใหญ่ของไทย ส่วนการเจรจาครั้งถัดไปไทยยักท่ากันไม่ให้อินโดฯ เกี่ยวข้องจนสับสนอีก โอดเขมรสุดอาภัพได้ผู้นำเพื่อนบ้านที่หลอกลวงเลว
![]()
นายฮอ นำฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว
สำนักข่าวซีอีเอ็นของกัมพูชาช่วงค่ำวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๔ รายงานอ้างบทสัมภาษณ์ของนายฮอ นำฮง กับสถานีโทรทัศน์ CTN ของกัมพูชา ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาระบุว่า การประชุมแสวงหาทางออกความขัดแย้งพรมแดนไทย-กัมพูชา ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ ๗-๘ เมษายน ๒๕๕๔ มีความตึงเครียดและถูกลากออกไป โดยไม่สำเร็จเป็นดอกผลอะไรเลย ปัญหาเกิดมาจากฝ่ายไทยไม่มีเจตนาดี เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งพรมแดนโดยสันติวิธีร่วมกับกัมพูชา
รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้กล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า มีประเด็นแค่ ๓ ประเด็นเท่านั้นในระเบียบวาระการหารือคณะกรรมการพรมแดน JBC เมื่อวันที่ ๗ – ๘ เมษายน ๒๕๕๔ ที่เมืองบอกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ตามจริงประเด็นทั้ง ๓ นั้น มีการเห็นชอบร่วมกันแล้วระหว่างฝ่ายกัมพูชาและไทยก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นทั้งสามนั้นถูกหารืออย่างตึงเครียดสุด แล้วถูกลากออกไปถึงเวลา ๒๑.๓๐ น. ค่ำวันที่ ๘ เมษายน จึงแล้วเสร็จ
ระเบียบวาระในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ทั้ง ๓ ประเด็น คือ ๑. การส่งคณะเทคนิคไปค้นหาหลักเขตที่ ๑ – ๒๓ ที่พื้นที่พรมแดน ๕ ของพรมแดนกัมพูชา-ไทย เริ่มที่อันลงแวง1 มาถึงปราสาทตาเมือน2 ๒. การถ่ายภาพจากอากาศด้วยเครื่องบินตามแนวพรมแดนเพื่อหาหลักเขตเก่า และ ๓. การเปิดด่านพรมแดนสตึงบด3 ในเขตบันเตียเมียนเจ็ย
นายฮอ นำฮง ได้กล่าวยืนยันต่อว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องการทำทันที โดยส่งช่างเทคนิคไปค้นหาหลักเขตเก่า ยิ่งกว่านั้น ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับนโยบายและไม่เกี่ยวกับรัฐสภาไทย แค่ถ่ายภาพร่วมกัน แต่กลายเป็นเรืองขึ้นมาอีก ฝ่ายไทยเสนอให้รอสภาไทยอนุมัติบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ (JBC) ที่หารือเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๒ ก่อนหน้านี้ บันทึกดังกล่าวตั้งแต่เดือนสี่ ปี ๒๕๕๒ มาถึงวันนี้ สภาไทยยังไม่ได้อนุมัติ แล้วผลักไปผลักมา วุ่นกันเหมือนกระจง
นายฮอ นำฮง กล่าวต่อว่า การเห็นชอบในประเด็นหนึ่งนี้ เนื่องจากไทยมองเห็นแล้วว่ามีประโยชน์ต่อไทย โดยเฉพาะการเปิดด่านนี้ เพื่อให้รถยนต์นำสินค้าเข้าออก ไม่ให้รบกวนด่านปอยเปต ด่านปอยเปตยกให้นักท่องเที่ยว นำสินค้าไทยมาเมืองเขมรในปีหนึ่ง ๆ กว่า ๒, ๐๐๐ ล้านดอลล่าร์ ดังนั้น การเปิดด่านพรมแดนใหม่นี้ เป็นผลประโยชน์ใหญ่ของไทย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชากล่าวยืนยันว่า การกระทำของฝ่ายไทยแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ขาดความตั้งใจ และมีเจตนาเลวต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งพรมแดนโดยสันติวิธี และโดยมิตรภาพ คือไม่เหมือนที่ตนเองได้พูดแล้วพูดอีก ที่ผ่านมานั้น
ถ้าอ้างตามนายฮอ นำฮง ในการประชุมเจบีซีครั้งถัดไป ที่ฝ่ายกัมพูชานำโดยรัฐมนตรี วา กีมฮง 4 ฝ่ายไทยก็ไม่เห็นชอบต่อวันเวลาของการประชุมทั้งหมด ไทยขอให้การทำความตกลงระหว่างกัมพูชาและไทยใช้ช่องทางการทูต ส่วนกัมพูชาขอให้มีการทำความตกลงโดยอินโดนีเซียที่เป็นประธานอาเซียน เพราะอินโดนีเซียรับการมอบหมายจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อทำความตกลงการเจรจาระหว่างกัมพูชาและในไทยการแก้ปัญหาความขัดแย้งพรมแดน ยิ่งกว่านั้น อินโดนีเซียที่เป็นประธานอาเซียนก็รับการมอบหมายจากอาเซียนทั้งหมด ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ ให้อาเซียนมีส่วนร่วมโดยเหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งพรมแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้น กัมพูชารับให้อินโดนีเซียร่วมเตรียมการประชุม แต่ไทยต้องการตัดรอนบทบาทหน้าที่ของอินโดนีเซีย
นายฮอ นำฮง ได้กล่าวยืนยันใหม่ว่า ไทยไม่มีเจตนาที่ดีและหลอกลวงอย่างเลว ไทยต้องการแต่เจรจาทวิภาคี แต่เจรจากี่ปีมาแล้ว ไม่ได้การอะไรเลย ดังนั้นแล้ว ได้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติและอาเซียน ที่ได้มอบภารกิจให้อินโดนีเซีย ร่วมประสานงานระหว่างกัมพูชาและไทย เป็นตัวกลางในการสลายปัญหาพรมแดนโดยสันติวิธี และตัวกลางในการเคารพการหยุดยิงถาวร
การไม่พร้อมรับบทบาทของอินโดนีเซียในการเตรียมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฯ JBC ครั้งถัดไปนั้น นายฮอ นำฮง กล่าวว่า ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดเลวของไทยในปัญหาเจรจา ไทยเอาปัญหาเจรจานี้ให้เป็นความสับสนเท่านั้น แต่กัมพูชาเราต้องการเจรจาให้ได้ผลชัดเจน และให้ได้ผลงดงาม บนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและโดยมิตรภาพระหว่างกัมพูชา-ไทย
รองนายกรัฐมนตรี ฮอ นำฮง ยังย้ำอีกว่า “เป็นอาภัพยิ่งที่เรา (กัมพูชา) ได้ประเทศเพื่อนบ้านหนึ่ง (ไทย) ที่มีผู้นำมีความหลอกลวงเลวอย่างนี้”
——————————————————————————————-
หมายเหตุ:
๑. ฟิฟทีนมูฟถอดรายงานข่าวจากต้นฉบับข่าวภาษาเขมรแบบคำต่อคำ โดยคงรูปประโยค ถ้อยคำและความหมายให้ตรงที่สุด อนึ่ง ฟิฟทีนมูฟไม่มีความประสงค์ที่จะให้ร้ายประเทศตัวเอง การนำเสนอ เป็นไปเพียงเพื่อประสงค์ให้คนไทยได้รับทราบว่าเขมรมีมุมมอง และกล่าวถึงเราอย่างไร
๒. พาดหัวข่าวนำมาจากพาดหัวข่าวเขมรโดยเปลี่ยนแปลงช่วงต้นเล็กน้อย เพื่อให้เห็นว่าเขาพาดหัวเรื่องนี้อย่างไร
๓. หากเป็นจริงตามคำให้สัมภาษณ์ของฮอ นำฮง ดังนั้น การออกมาเปิดเผยของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต หลังเสร็จการประชุมวันแรก ที่ว่าได้ข้อตกลง ๗ ข้อนั้น โกหกจริงตามที่เขมรกล่าวหา
๔. ประเด็นด่านพรมแดนนานาชาติสำหรับสินค้า ด่านสตึงบด ถูกกำหนดให้เป็นด่านการค้าคู่กับด่านปอยเปตที่จะกำหนดให้เป็นด่านสำหรับนักท่องเที่ยว เริ่มเป็นข่าวเมื่อครั้งนายฮุน เซน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มกลับมาคืนดีกันหลังผิดใจกรณีที่กัมพูชาตั้งทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ สามารถอ่านรายงานข่าวย้อนหลังได้จาก:
- ฮุน เซน คุยมาร์คชื่นมื่น โวจ่ายตังค์ค่าห้องคุย
- ไทย-เขมรร่วมตรวจสอบหลักเขตปอยเปต — ตัวแทนทหารเยือนกัมพูชาสัปดาห์หน้า
- มาร์คเห็นชอบฮุน ๕ ประเด็น ถอนกำลังพ้นพระวิหาร?




ไอ้เวรเอ๊ย ด้านจนตาปลาอาย
ถ้าอยากคุยกันให้ดีๆ เขมรต้องปล่อย คุณวีระ และ น.ส.ราตรี พร้อมกับถอนกำลังทหาร ชาวบ้าน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ออกไปจากบริเวณชายแดนไทยทั้งหมดก่อน ถึงจะมาคุยกัน และไปตรวจสอบหลักเขตแดนว่าอยู่ตรงใหน ยกเว้นที่เป็นหน้าผา เขตแดนก็อยู่ชายผานั่นแหล่ะ เจ้าฮอร์ มรึงรีบเอาคนของมรึงกลับไปซะก่อนเลย ให้เหมือน ปี 2540 แล้วค่อยมาตกลงกัน
เออ…ไอ้ฮอ..ทำโลง…มึงดวงตาเห็นธรรมแล้ว….ไอ้อ่อนกูมันหลอกลวงจริงเหมือนมึงว่าน่ะแหละ…..ไอ้ส้นตีนนี่หลอกคนไทยว่ายังไม่เสียดินแดน……ควายเอ๊ย4.6ตร.กม.เขมรยึดเรียบแต่เสือกบอกคนไทยทั้งประเทศว่ายังไม่เสียดินแดน……ไม่อายตัวเองบ้างหรือไงไอ้ควายเอ๊ยโกหกรายวันอยู่ได้…..ไหนมึงช่วยพาคนไทยพร้อมคณะสื่อมวลชนขึ้นไปบนภูมะเขือฃิว่าขึ้นไปได้หรือเปล่า…โกหกอยู่ได้ไม่เสียๆตัวเองนอนกอดโฉนดตาปริบๆแต่เพื่อนบ้านเข้ามายึดพ.ท.ครอบครองเป็นเจ้าของ……ตัวเองไม่กล้าขับไล่เอาพ.ท.คืนเพราะกลัวเขาเอาตีนเหยียบหน้าได้แย้มแหยๆ..ชูโฉนดอยู่หน้าบ้านร้องตะโกนว่า…..นี่ไงโฉนดอยู่กับผมผมยังไม่เสียดินแดน…….โธ่..ไอ้ควายเอ๊ย…..โง่ๆอย่างมึงอย่าแดกข้าวเลยไอ้ควาย…..ไปตายห่าที่ไหนก็ไปไกลๆเถอะส้นตีนเอ๊ย.
ไม่รู้ว่าจะว่ามันอย่างไรพวกฮวยเซ็งด้านที่สุดพอๆ กับนักการเมืองประเทศไทยด้านพอๆ กันกับพวกเขรม
ประเทศไทยถ้าไม่มีนักการเมืองประเทศไทยคงเจริญๆๆๆๆ
ฮุนเซนหนักกว่าไอ้มาร์คหลายเท่าเพราะเผ่าพันธุ์เขมรนี่เป็นแบบนี้ แต่สำหรับคนไทยแล้วไอ้มาร์คหนักสุดเหมือนที่มรึงว่าแหละ
นี่คือผลงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม)และกลุ่มผู้รักชาติทุกภาคส่วนที่ไม่ต้องใช้จำนวนคนแต่ใช้ปัญญาและการไขความจริงไง