ฟิฟทีนมูฟ — ที่ปรึกษาฮวย เซง ลั่นไม่มีพื้นที่พิพาท ชี้คนไทยสับสนเข้าใจผิด จับ ๗ คนไทยในแผ่นดินเขมร หยิบปากกษิตเป็นพยานผูกมัด ยืมปากผู้ว่าฯ สระแก้วระบุรัฐอย่าอ้างว่าพลัดหลง โวหลักนิติรัฐ ย้ำต้องถูกตัดสินโทษตามกฎหมายเขมรโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือสองมาตรฐาน อย่ายุ่งกับระบบยุติธรรมเขมร แขวะระบบยุติธรรมไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยง ยกคำตัดสินศาลโลกอ้างว่าไทยรับแผนที่ผนวก ๑ จึงต้องรับแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ เขมรไม่เคยใช้แผนที่ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับในการเจรจา และปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร การเสนอแผนบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องของเขมร เรียกพันธมิตรฯ ว่าพวกหัวรุนแรงทรยศประวัติศาสตร์ซ้ำซาก ซัดการทรยศต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศทำไทยเสียเปรียบทุกเวทีเจรจา

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นายสม สุธา ที่ปรึกษาฮุน เซน เขียนบทความ “การจับกุมผู้บุกรุก ๗ คนไทย — เป็นปัญหาทางกฎหมายหรือพิพาทเขตแดน?” ตีพิมพ์ในเว็บไซต์สำนักข่าวกัมพูชาในสังกัดกระทรวงข่าวสาร และถูกเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยทั้งสองแหล่งระบุว่าเป็นความเห็นของผู้เขียนไม่จำเป็นต้องเป็นการสะท้อนความเห็นของรัฐบาลกัมพูชา แต่ก็ตีพิมพ์เผยแพร่โดยส่วนราชการหลักของกัมพูชาอย่างน้อยสองกระทรวง และแพร่หลายในเว็บไซต์ต่าง ๆ ในลำดับถัดมา ฟิฟทีนมูฟแปลเรียบเรียงดังต่อไปนี้
———————————-
การจับกุมผู้บุกรุก ๗ คนไทย — เป็นปัญหาทางกฎหมายหรือพิพาทเขตแดน?
โดย สม สุธา
เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ คนไทย ๗ คน ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่กัมพูชาเนื่องจากเข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมาย คนไทยทั้ง ๗ เหล่านั้นถูกส่งไปยังเรือนจำกัมพูชาในพนมเปญเพื่อควบคุมตัวชั่วคราว ศาลนครพนมเปญ (ศาลชั้นต้น) ได้ตั้งข้อหา ๑) เข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ๒) เข้าที่ตั้งทหารโดยผิดกฎหมายด้วยความมุ่งร้าย ซึ่งพวกเขาถูกพิจารณาคดีครั้งแรกในศาลเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๔
คนไทยทั้ง ๗ นี้รวมถึงสมาชิกรัฐสภาไทย นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ นายวีระ สมความคิด ผู้นำร่วมของกลุ่มการเมืองไทยที่เรียกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อเหลือง” ก่อนหน้านี้ นายวีระเคยถูกจับกุมหลายครั้งโดยเจ้าหน้าที่กัมพูชา ครั้งสุดท้ายเมื่อสิงหาคม ๒๕๕๓ และอีกครั้งถูกดำเนินคดีในความผิดเดิม–ข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย
นับแต่การจับกุมได้ทำให้เกิดการโต้เถียงการเมืองและกฎหมายที่กรุงเทพ คนไทยบางกลุ่มได้เรียกร้องรัฐบาลให้เจรจาอย่างจริงจังกับนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน หมายความโดยตรงและตีความว่าทั้ง ๗ ควรถูกปล่อยตัวโดยปราศจากเงื่อนไข และในกระบวนการนั้นอ้างเหตุผลอย่างผิดเพี้ยนว่าทั้ง ๗ ถูกจับกุมในดินแดนไทย
นายกรัฐมนตรีไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเมื่อวันศุกร์ ที่ ๗ มกราคม (ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์) ว่าพรรคของตนพิจารณาว่าการดำเนินคดีกับ ๗ คนไทยเป็นเหตุเฉพาะต่อบุคคล และการดำเนินคดีไม่สามารถใช้สนับสนุนการอ้างสิทธิ์ใดของกัมพูชาต่อการจัดทำหลักเขต หรือทำให้กัมพูชาได้ทุกอย่างที่ต้องการในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่บาร์เรนในเดือนมิถุนายนปีนี้
คนเหล่านี้ต่างอยู่ในขั้นสับสน คนเหล่านี้ต่างอยู่ในขั้นหลอนและเข้าใจผิด
ประการแรก กระบวนวิชากฎหมายของรัฐบาลของใครบางคนอยู่ในความเสี่ยง ระบบยุติธรรมของโลกอยู่ในความเสี่ยง การล่วงล้ำเข้าไปในเคหะสถานหรือที่ดินของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นผิดกฎหมาย การล่วงล้ำเข้าไปยังพรมแดนของประเทศอธิปไตยหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง ด้วยความจงใจหรือไม่จงใจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีภายใต้กระบวนการยุติธรรมของประเทศผู้ถูกกระทบ
มีหลายประเทศในโลกซึ่งจับกุมคนข้ามแดน ควบคุมตัวและดำเนินคดี ดังนั้น จงปล่อยให้ศาลกัมพูชาได้ทำหน้าที่โดยไม่ถูกรบกวนและกีดขวาง ความยุติธรรมในทุกรัฐอธิปไตยจะต้องนำใช้ผ่านกระบวนการยุติธรรมของตนเอง ซึ่งสอดคล้องโดยเต็มเปี่ยมกับหลักนิติรัฐของประเทศนั้นโดยปราศจากข้อยกเว้นหรือ “สองมาตรฐาน” ต่อให้มีการนำสิ่งซึ่งเรียกว่าพื้นที่พิพาทขึ้นมาพิจารณามันก็ไม่มีความหมายอะไร การจับกุม ๗ คนไทย เกิดขึ้นในดินแดนกัมพูชา หลังกลับจากเยือนกัมพูชา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แถลงว่าได้ตรวจพบว่าทั้ง ๗ อยู่ในดินแดนกัมพูชาระหว่างถูกจับกุม เขากล่าวว่าการลงพื้นที่สำรวจโดยเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และกรมแผนที่ทหาร พบว่าทั้ง ๗ อยู่ในกัมพูชา คำแถลงนี้เป็นหลักฐานชัดเจนที่จะผูกมัดและตัดสินโทษทั้ง ๗!
เจ็ดคนไทยโดยตัวพวกเขาเองได้ยินยอมที่จะบุกรุกแผ่นดินกัมพูชาเมื่อแสดงตำแหน่งจริงบนแผนที่และวิดีโอซึ่งบันทึกการปรากฏตัวของพวกเขา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ศานิตย์ นาคสุขศรี กล่าวว่า ทั้ง ๗ รู้ว่าเขาได้เข้ามายังดินแดนกัมพูชา ยิ่งกว่านั้น นายศานิตย์กล่าวว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ตัวได้ว่า ๗ คนไทยซึ่งนำโดย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ พนิช วิกิตเศรษฐ์ และนักเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง วีระ สมความคิด พลัดหลงและเข้ามายังกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ
ในคำแถลงการณ์ภายหลัง เสื้อเหลือง (ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อ ๑๒ มกราคม) ได้ยอมรับว่าคนไทยล่วงล้ำในเขตอธิปไตยของกัมพูชา ด้วยความหวังว่าจะได้รับการอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา
ดังนั้น จงปล่อยให้ศาลได้ทำหน้าที่!
ประการที่สอง กลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นควรได้รับการเตือนสติเกี่ยวกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ “ไม่มีพื้นที่พิพาท”! กัมพูชาได้ใช้แผนที่ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาชาติในทุกการเจรจา แผนที่ดังกล่าวถูกใช้โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กรุงเฮก เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ เพื่อนำมาซึ่งคำตัดสิน ศาลตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๐๘-๑๙๐๙ (พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๒) ได้ยอมรับแผนที่ผนวก ๑ (Annex I) ในฐานะเป็นผลของงานปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ได้ยอมรับเส้นบนแผนที่เป็นเส้นเขตแดน ศาลได้สรุปต่อไปว่า “การยอมรับแผนที่ผนวก ๑ โดยคู่ภาคีเป็นผลให้แผนที่เข้ามาอยู่ในข้อยุติสนธิสัญญา และกลายเป็นส่วนควบของสนธิสัญญา” และด้วยเหตุนี้มีผลให้แผนที่เป็น “คุณลักษณะอันมีผลผูกพันกัน”
ต่อข้อยุตินี้ ในสามประเด็นที่ศาลตัดสิน มีว่า ๑) “เห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนแผ่นดินภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” และ ๒) “ประเทศไทยมีภาระผูกพันที่จะต้องถอนทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งประจำการที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนแผ่นดินกัมพูชา”
กัมพูชาไม่เคยใช้แผนที่ซึ่งจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวหรือไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ!
กลุ่มหัวรุนแรงเหล่านั้นได้ทรยศประวัติศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหลักแห่ง “กฎหมายระหว่างประเทศ”: ปราสาทพระวิหารเป็นทรัพย์สินของกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ การเสนอแผนบริหารจัดการไปยังคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อทำนุรักษาปราสาทเป็นเป้าหมายสูงสุดของกัมพูชา
การกระทำใด ๆ ที่ขาดซึ่งวุฒิภาวะและทรยศต่อหลักการข้างต้นจะจุดปะทุความตึงเครียด และแน่นอนว่าจะทำให้ไทยอยู่ในฐานะเสียเปรียบในการเจรจาใด ๆ ในอนาคต
———————————-
นายสม สุธา (Sam Sotha) เป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดง ลี้ภัยที่สหรัฐอเมริกา ทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ “In The Shade of A Quiet Killing Place” ภายหลังเดินทางกลับกัมพูชาเพื่อมีส่วนในการรวมชาติ รับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่องค์การปฏิบัติการเก็บกู้กับระเบิดกัมพูชา (Cambodian Mine Action Authority) เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฮุน เซน และเป็นหนึ่งในผู้เขียนบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวกัมพูชา (Agence Kampuchea Presse) ในสังกัดกระทรวงข่าวสาร




ขอมดำดินขี้โกงทั้งโคตร รัฐบาลไทย งี่เง้า ทั้งคณะ
คนใดหลงชมชาติอื่น
ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง
ได้ทรัพย์สินเจือจาน ก็ประหารไทยกันเอง
ชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน
คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน หนักแผ่นดินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ขอระบายสั้นๆว่า แค้น จุกในคอและอก
มันก็ดีแต่ขู่คนขี้ขลาด เห่าไปเรื่อยๆ ฝ่ายเราดันคิดว่าเสียงเห่าคือคัมภีร์ กูต้องกลัว ต้องเชื่อ
ต้องเคารพบูชา ขืนตอบโต้กลัวตกนรก มันจะบ้ากันไปถึงไหน สลดๆๆๆๆๆๆ
ขอให้เก่งจริงเหอะ ทีกับญวน ไง๋หางจุกไม่เห็นหัว ที่ไม่อยากยุ่งเพราะไม่อยากเอาเพชรไปลู่กระเบื้อง ไม่ใช่หงอนะเว้ย
ปล่อยให้มันเห่าไป สันดานเขมรทุกคนรู้ดีโดยเฉพาะคนอยู่ชายๆ แดน เนรคุณ ต่อแหล ขี้ตู่ไว้ก่อน คบไม่ได้ ต้องมีสักวัน(ไม่รู้เมื่อไหร่) ที่มีผู้นำไทยสักคนที่ขึ้นมาตบปากฮุนเซน มีทหารที่บอกว่าพวกนี้ล้ำแดน แล้วเอาคืน… ใครที่เคยช่วยเหลือเขมรอพยพในช่วงเขมรแตก วันนี้คงเจ็บใจแบบจุกอกว่าไปช่วยมันแล้วมันแว้งกัด ผมคนนึงหละเจ็บใจ ตอนที่ อส.ยิงทิ้งนับร้อยๆ ศพ ผมยังไปด่า ว่า ว่าทำแบบนั้นทำไม แต่มาวันนี้ น่าจะฆ่าทิ้งแมร่งให้หมดค่ายเลย..
เห็นด้วยฮ่ะ อย่าลืมตบด้วยกะลามะพร้าวหรือหนามทุเรียนยิ่งดี แถมผู้นำไทยสักฉาดสองฉาดดีไหม
เลิกโง่ได้แแล้ว รัฐบาล ข้าราชการ และทหารที่ไม่เข้าใจอะไรเลย พวกคุณกำลังรอเวลาที่ประเทศของเราต้องเจ็บชํ้าและเสียเกียรติมากกว่านี้หรือไง เมื่อวันนั้นมาถึงจะไม่มีใครช่วยพวกคุณได้เลย ผมเกิดปี 2505 ปีที่เราเสียปราสาทพระวิหารไป อย่างไม่เป็นธรรม ผมจะไม่ยอมเสียอะไรใหักับเขมรอีกแล้ว ผมไม่ได้คลั่งชาติ แต่เชื่อในความถูกต้องและเหตุผล เราถูกสอนให้รักชาติ รักพระมหากษัตรย์ เขมรย้ามเราเกินไป ถึงเวลาที่เราควรแสดงความเข้มแข็งให้เขมรได้เห็นแล้ว ผมใช่ชื่อจริง นามสกุลจริง เพราะผมเห็นว่าการแสดงจุดยืนเรื่องความรักชาติเป็นสิ่งที่เราควรกล้าแสดงออกและถีงเวลาแล้ว สำหรับคนไทยทุกคน
อยู่ๆ มีพื้นที่ทับซ้อนได้ไง ทั้งๆที่แผนที่ 1:200,000 ก็แสดงเส้นเขตแดนไปตามสันปันน้ำ 99.999% เว้นแต่ที่บริเวณปราสาทพระวิหารที่เดียวเท่านั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ถ่ายเอกสารขยาย 4 เท่า แล้วเอามาทับกับแผนที่ 1:50,000 แล้วบอกว่า มีพื้นที่ทับซ้อน แผนที่ 1:200,000 มันเหมือนภาพเสก็ต ขยาย 1:1 มันยังไม่เข้ากับพื้นที่จริงเลย บ้าไปแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆ โง่กันขนาดนี้ก็มีเจ็บอีกหลายครั้ง เชื่อเหอะ
ใครมีแผนที่ 1:200,000 ลองสังเกตุดูน่ะครับ เส้นเขตแดนในแผนที่ไม่มีน้ำตัดเลย นั้่นคือเจตนาบอกว่าเส้นเขตแดนต้องไปตามสันปันน้ำ อย่าไปมองว่า 1:200,000 คือ 1 มิลลิเมตรในแผนที่ เท่ากับ 2 กิโลเมตรในพื้นที่จริง หรือเห็นทิศทางจากจุดไปจุดในแผนที่เป็นไงแล้วยึดตามนั้น ถามนักแผนที่ดูได้ ที่มาที่ไปของระบบการจัดทำแผนที่นี้ ยังหากันไม่ได้เลย ดูที่เจตนาแล้วจะเห็นว่า แผนที่กับสนธิสัญญามันสอดคล้องกัน (เว้นที่ปราสาทพระวิหาร เพราะถ้าเส้นเขตแดนในแผนที่ลากตามสันปันน้ำ มันจะผ่ากลางตัวปราสาท ก็ยุ่งตั้งแต่ตอนปี 2450 แล้ว) แล้วก็ถ้าใครมีหน้าที่อะไรก็เล่นให้ถูกบท ถูกข้อเท็จจริงด้วย มันกระทบท่าทีด้านอื่นที่ใช้หลักฐานเดียวกันด้วยน่ะครับ อย่าอ้างความรักชาติ หรือเกาะกระแสดังเป็นหลัก เพราะเวลาเจ็บ มันเจ็บทั้งชาติเหมือนปี 2505 นั่นแหละ
ขอบคุณนะครับ เป็นความรู้ใหม่ล้วน ๆ เลย อยู่กับข้อมูลมาสามสี่ปี กับผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีส่วนในคดีปี ๒๕๐๒-๒๕๐๕ ผมไม่เคยได้รับความรุ้ความเข้าใจที่ “ถูกต้อง” ในลักษณะนี้เลย?
ขอบคุณในความ “ฉลาดมาก” ของคุณด้วยนะครับ
ที่พูดนี่ เพราะเป็นห่วง ปห. อีกด้านนึง เราต้อง consistency ยึดถืออะไรก็ยึดไป ไม่ใช่กลับไปกลับมา อีกที่หนึ่งให้ยึดสนธิสัญญา อีกที่หนึ่งอยากเอาแผนที่ มันขัดกันอยู่น่ะ ถึงบอกว่าหลักฐานสองอย่างนี้มันสอดคล้องกัน ทั้งสองด้านยึดทั้งแผนที่และทั้งสนธิสัญญาได้
ขอบคุณในความเป็นห่วงนะครับ
ขออธิบายในเรื่องแผนที่และสนธิสัญญานิดนึงนะครับ
๑) แผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ทุกระวางผิดเพื้ยนไปจากสนธิสัญญา ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศยึดถือสนธิสัญญาเป็นใหญ่
๒) การทำแผนที่เป็นการจัดทำโดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว
๓) และการทำแผนที่มีขึ้นก่อนการทำสนธิสัญญา ๑๙๐๗ คือ เป็นการเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อยึดพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ โดยฝรั่งเศสให้กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่จันทบุรี ตราด จนนำไปสู่การเจรจาและเปลี่ยนดินแดน โดยไทยยอมเอา ๓ จังหวัดแลกกับจังหวัดชายทะเล ซึ่งเป็นที่มาของอนุสัญญาและพิธีสารแนบท้าย ๑๙๐๗ แผนที่ดังกล่าวแม้เสร็จภายหลังแต่เป็นการเตรียมการสำหรับการนี้ของฝรั่งเศส
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
เข้าใจว่าในสมัยนั้น วิทยาการด้านแผนที่ของไทยยังไม่ก้าวหน้าพอ จริงอยู่การทำและพิมพ์แผนที่นี้จะดำเนินการโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว และทำมาก่อนสนธิสัญญา 1907 โดยอาจมีเจตนาทำแผนที่ให้เป็นตามสัญญา 13 กุมภาพันธ์ 1904 หรือมีเจตนาเตรียมการล่วงหน้าเพื่อยึดดินแดนสยามเพิ่มเติมก็ตาม แต่สุดท้ายเส้นเขตแดนในแผนที่ก็เป็นไปตามสัญญา 23 มีนาคม 1907 คือเป็นไปตามสันปันน้ำที่แบ่งพระตระบอง เสียมราฐ ศรีโสพณ ไปขึ้นกับอินโดจีน แต่สยามได้จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย คืนมา
ผมจึงมองว่าแผนที่นี้สอดคล้องกับสนธิสัญญา 1907 คือลากเส้นเขตแดนไปตามสันปันน้ำ ไม่ได้มองระยะและทิศทางของเส้นเขตแดนในแผนที่ ที่นำไปขยายเทียบกับแผนที่อื่นไม่ได้อยู่แล้วเพราะมันแผนที่คนละอย่าง (Equal Area กับ Conformal) แต่บังเอิญมีคนคิดว่าทำได้และทำการถ่ายทอดเส้นเขตแดนจาก 1:200,000 ลงในแผนที่อื่นแล้วบอกว่าเส้นเขตแดนในแผนที่ 1:200,000 ไม่เป็นไปตามสันปันน้ำ จึงเกิดพื้นที่ทับซ้อน และดันทับซ้อนมาในฝั่งไทยอีกด้วย แล้วก็นำไปพูดกันจนเลยเถิดไปหมดแล้ว บ้างก็ว่าไทยยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ 1:50,000 กพช. ยึดถือตาม 1:200,000 คนบางพวกมองแต่กรณีพระวิหารที่เดียว ก็ว่าไม่เอาแผนที่แล้วเอาสนธิสัญญาดีกว่าเพราะมีโอกาสได้พระวิหารคืน จะเอาไงก็ว่ากันไปเถอะครับแต่ผมเป็นห่วงเรื่องเดียวจริงๆ คือ การขยายแผนที่แล้วนำมาทับกันแล้วมีเส้นเขตแดนสองเส้น จึงบอกว่ามีดพื้นที่ทับซ้อน คิดได้ไง นี่แหละอาจนำไปสู่ครั้งที่ 15 หวังว่าคนทำคงไม่ใช่ญาติผม เพราะอายถ้าเค้าโดนมาตรา 199 ป.อาญา
ผมยืนยันข้อมูลว่า แผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ไม่มีความสอดคล้องกับสนธิสัญญาทั้งสองฉบับ และเป็นการทำโดยมีเจตนากินแดนเกินเลยกว่าข้อตกลงในสนธิสัญญา และเป็นการเตรียมการล่วงหน้า
๑) การแบ่งเขตตามสนธิสัญญากำหนดเป็นสองตอน ตอนที่เป็นเทือกดงรักใช้สันปันน้ำตามธรรมชาติ ตอนที่เป็นที่ราบใช้การปักหลักเขต
๒) เฉพาะส่วนของปราสาทพระวิหาร แผนที่ ๑:๒๐๐๐๐๐ ลากเส้นเกินเลยแนวหน้าผาซึ่งเป็นสันปันน้ำเข้ามา กัมพูชาใช้แผนที่นี้อ้างอิงตั้งแต่ ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๒ จนถึงปัจจุบัน
๓) “คนบางพวกมองแต่กรณีพระวิหารที่เดียว ก็ว่าไม่เอาแผนที่แล้วเอาสนธิสัญญาดีกว่าเพราะมีโอกาสได้พระวิหารคืน” ผมว่าเป็นข้อสรุปที่เลอะเทอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลือกระหว่างแผนที่หรือสนธิสัญญา ตั้งแต่อดีตมาไทยยึดถือเฉพาะสนธิสัญญา และโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาเป็นใหญ่ แผนที่ฉบับนั้นมีแต่กัมพูชาที่อ้างและอ้างมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
๔) คำว่าพื้นที่ทับซ้อนก็มีเฉพาะภาครัฐที่ใช้ ดังนั้นอย่าโยนว่ามีคนเอาแผนที่ต่างมาตราส่วนมาทาบกันแล้วเกิดเส้นเขตแดนสองเส้น ผมย้ำอีกครั้งว่ากัมพูชาใช้แผนที่ ๑:๒๐๐๐๐๐ ในการกำหนดเส้นเขตแดน หากจะมีคนไทยกลุ่มใดขยายแผนที่เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราจะเสียดินแดนไปเท่าไหร่หากรัฐบาลไทยยอมตามกัมพูชา แม้จริงอยู่ว่าการแปลงแผนที่ต่างมาตราส่วนมันมีความคลาดเคลื่อนอยู่ แต่ผมไม่เห็นความเสียหายใจเจตนา ฉะนั้นอย่าโยนบาปใส่กันจะดีกว่า อีกทางกัมพูชาแปลงแนวเขตจากแผนที่ ๑:๒๐๐๐๐๐ ลงแผนที่ ๑:๕๐๐๐๐ ซึ่งความหมายก็ไม่ต่างกันและกินแดนเข้ามา
กรณีปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องการรวมหัวโกงคำตัดสินในศาลโดยอเมริกาและฝรั่งเศส เรื่องนี้เป็นอีกเรื่อง
ผมมองว่าหากมองอย่างเป็นธรรมการปักปันเขตแดน ส่วนที่เป็นเทือกเขาก็ใช้ตามสันปันน้ำ ตอนที่เป็นที่ราบก็ไปเสาะหาว่าหลักเขตเดิมอยู่ไหนก็จัดการให้ถูกต้อง (ตำแหน่งหลักเขตมีเอกสารบันทึกอ้างอิงมาแต่อดีต) ส่วนไหนที่ไทยล้ำก็คืนให้เขา ส่วนไหนที่เขาล้ำก็เอากลับมา
ประการสุดท้าย ผมอ่านหนังสืออกและตีความเป็น คุณอย่าทำทีเป็นซ่อนเจตนา ดีไหมครับ?
ขอบคุณอีกครั้งครับ ได้ความรู้มากจริงๆ ไม่มีเจตนาซ่อนเร้นอะไรเขียนเอาตามความรู้สึกและวิธีการของผมน่ะครับ
ขอบคุณครับ
“ผมว่าเป็นข้อสรุปที่เลอะเทอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลือกระหว่างแผนที่หรือสนธิสัญญา ตั้งแต่อดีตมาไทยยึดถือเฉพาะสนธิสัญญา และโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาเป็นใหญ่” ทั้งหมดที่ว่านี้เป็นจริงหรือ หมายถึงไทยทุกยุค หรือแค่ผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีส่วนในคดีปี ๒๕๐๒-๒๕๐๕ ผมว่าเราไม่สามารถปฏิเสธแผนที่ได้หรอก ไม่งั้นเราไม่แพ้คดีแน่ แล้วกรณีบ้านร่มเกล้าถ้าไทยยึดถือเฉพาะสนธิสัญญา จะมีน้ำหนักพอหรือ?
ที่เศร้าที่สุดคือ เราไปเปิดช่องให้ กพช. โดยใครไม่รู้ คิดพื้นที่ทับซ้อนให้เขาเสร็จสรรพ ทั้งที่นายก กพช. เองเคยบอกมาตลอดว่าไม่รู้ว่ามีพื้นที่ทับซ้อน จนหลังจากยื่นจดทะเบียนปราสาทรอบแรก ถึงกล้าพูดว่ามีพื้นที่ทับซ้อนจริง (มีแล้วดี เพราะมันทับซ้อนมาทางแผ่นดินประเทศไทยนี่นา กพช. จะเสียทั้ง 4.6 ก็ถือว่าเสียไป 0% ถ้าแบ่งครึ่ง กพช. ก็ได้ฟรี 2.3 ตร.กม.)
ที่จริงมันไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนหรอก มันเป็นพื้นที่ของไทยชัดเจน ไม่ว่าจะอิงสนธิสัญญา หรืออิงแผนที่ใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ด้านในแนวสันปันน้ำล้วนๆ แล้วเรื่องมันมากันขนาดนี้แล้วจะทำไงต่อไปล่ะ กี่ปีแล้วที่คนไทย นายกไทย , รมต.ไทย กี่คนต่อกี่คน ที่พูดคำว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนขนาด 4.6 ตารางกิโลเมตร กรรมของคนไทยจริงๆ….