กุ๊ย-นักเลงริมชายแดน บ้า ๆ บอ ๆ (คำ “กษิต”) กร่างได้อีก สั่งยิ่งแม่มเลยหากคนไทยรุกล้ำดินแดน – รายงานข่าวจาก AFP ผ่าน Bangkok Post และ Phnom Penh Post ฮุน เซน ปราศรัยระหว่างการเปิดตึกกระทรวงการท่องเที่ยวหลังใหม่ที่กรุงพนมเปญ ไล่หลังการบุกทวงคืนแผ่นดินเขาพระวิหารของผู้รักชาติชาวไทย และภายหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ระบุจะไปพบพูดจากับฮุน เซน

ตามข่าวจากเอเอฟพี นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้สั่งการทหารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาให้ยิงทิ้งใครก็ตามที่รุกล้ำชายแดน อันเป็นพื้นที่พิพาทเก๊ ๆ กับไทย ทั้งกราดเกรี้ยวใส่ไทยประเทศเพื่อนบ้านที่อ้างสิทธิ์เหนือดินแดน
ฮุน เซน ระบุถึงชาวไทยที่ไปประกาศทวงแผ่นดินเขาพระวิหารว่า “ถ้าเข้ามาอีกจะถูกยิง” โดยฮุน เซน บอกกับเจ้าหน้าที่ที่ร่วมงานท่ามกลางเสียงปรบมือว่าได้สั่งการอย่างเปิดเผยไปยังกองกำลังทหารที่ประจำชายแดนให้ยิง “ประชาชน” หรือ “ทหาร” ที่เข้าเขตแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายในฐานะ “ศัตรูผู้รุกราน” “กองกำลังทหาร ตำรวจ และหน่วยติดอาวุธจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้รุกล้ำจะไม่ใช้เกราะแต่จะใช้ลูกปืน”
ฮุน เซน กล่าวถึงการอ้างสิทธิ์ของไทยเหนือพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. รอบปราสาทพระวิหารว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียน (Asean) ในเดือนที่จะถึง และกล่าวกับผู้ร่วมงานว่า “เป็นการอ้างสิทธิข้างเดียวที่มีความมุ่งหมายที่จะยึดครองพื้นที่ของกัมพูชา ถ้านายกฯ ไทยวางแผนที่ (ที่อ้างสิทธิข้างเดียว) ลงตรงหน้า จะฉีกมันทิ้ง” และ “กัมพูชาไม่ต้องการสงคราม แต่กัมพูชามีสิทธิที่จะฆ่าศัตรูบนแผ่นดินกัมพูชา” ทั้งยังเพิ่มเติมว่าจะนำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคง สหประชาติ (UN Security Council) หากมีการดำเนินการที่ก้าวร้าวจากฝ่ายไทย
ประเด็นหลักจากเอเอฟพีมีดังข้างต้น หากอ่านข่าวจาก “พนมเปญโพสต์” สื่อออนไลน์ของขเมรฉบับภาษาอังกฤษ จะได้เนื้อความที่มีรายละเอียดมุ่งประเด็นไปที่ผู้นำรัฐบาลไทย และ “เสื้อเหลือง” ฮุน เซน กล่าววิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของทางการไทยที่โต้แย้งการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา และกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ควรใช้ข้อพิพาทเขตแดนเพื่อประโยชน์ทางการเมือง “แนะนำว่าผู้นำการเมืองไทยต้องหยุดใช้ปัญหาเขตแดนเพื่อประโยชน์ทางการเมือง”
ในข่าวระบุว่า การแสดงความเห็นของฮุน เซน เกิดขึ้นสี่วันหลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลฝ่ายความมั่นคง ซึ่งอ้างถึงในบางกอกโพสต์ ระบุว่า ถนนที่สร้างใกล้ปราสาทโดยรัฐบาลก่อนของกัมพูชาไม่จำเป็นต้องเป็นของกัมพูชา รัฐบาล (กัมพูชา) ออกแถลงการณ์โต้แย้งอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ผ่านมา
ในการปราศรัย ฮุน เซน ตอบโต้อย่างแข็งกร้าวว่า “การกล่าวอ้างของนายกรัฐมนตรีไทย รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีอื่น เกี่ยวกับแผ่นดินรอบปราสาทเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ กัมพูชาไม่ยอมรับการกล่าวอ้างดังกล่าว กัมพูชายอมรับเฉพาะแผนที่ที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส”
ฮุน เซน ส่งคำเตือนถึงผู้ประท้วงชาวไทยหากต้องการไปยังพระวิหารอีกครั้งว่า “ต้องการเน้นย้ำว่าปราสาทพระวิหารไม่เหมือนทำเนียบรัฐบาลในกรุงเทพ และไม่เหมือนสนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิที่ปล่อยให้พวกเสื้อเหลืองยึดได้”
ที่เหลือฮุน เซน พูดถึงประเด็นจุดผ่านแดนที่มีปัญหาคอรัปชั่นค่อนข้างมากโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐของกัมพูชา ทั้งตำรวจ และศุลกากรที่เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะผู้ผ่านแดนที่ทำมาค้าขาย
ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้อย่างละมุนยิ่ง พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ ๒ ให้สัมภาษณ์ว่า “จริงๆ แล้วสถานการณ์ในพื้นที่ไม่น่ามีปัญหา ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของหน่วยทหารระหว่างไทย-กัมพูชา ในพื้นที่เขาพระวิหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ฉะนั้น ปัญหาที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงนั้น ตนเชื่อว่ายังไม่น่าจะมีสิ่งบอกเหตุอะไรที่จะเป็นอย่างนั้น ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าเป็นห่วง” และระบุถึงท่าที่ของฮุน เซน ว่า “ลักษณะของสมเด็จฯ ฮุนเซน เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง”
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ว่า “การปฏิบัติงานของทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ยังคงตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ และยังคงรักษาความสัมพันธ์ของทหารในพื้นที่ไว้ โดยไม่ใช้มาตรการรุนแรงแก้ปัญหา คือยึดหลักเจรจา ตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งยังไม่มีการใช้กำลังทหารในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีการรุกล้ำด้วยกองกำลังใดๆ คงจะปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้แล้ว ขณะที่การปฏิบัติต่อชาวกัมพูชา หากมีการรุกล้ำดินแดน จะดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช้ความรุนแรง”
ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ระบุว่า “เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดถึงเหตุผล ที่ทำให้มีการพูดจาลักษณะนี้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๒ วัน จึงขอยังไม่พิพากษ์วิจารณ์ใดๆ จนกว่าจะได้ความชัดเจน แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชาต้องการสันติ และไม่มีเจตนาท้ารบ อีกทั้งสามารถแยกแยะได้ระหว่างความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสุดท้ายยังเชื่อว่า ไทยกับกัมพูชาจะใช้การเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เห็นว่า เวลาที่สมเด็จฮุนเซนให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ ก็มักแสดงท่าทีอย่างนี้ มันเป็นวิธีการพูดให้เป็นข่าว” (หมายเหตุ: ข่าวฮุน เซน ไม่ได้เกิดจากการให้สัมภาษณ์ แต่เป็นการปราศรัยระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารกระทรวงการท่องเที่ยว) “เราไม่ได้เข้าไปในเขตของกัมพูชา เราอยู่ในเขตของเรา อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้ถือสิทธิเหนือพื้นที่ของไทย เพราะทหารไทยก็อยู่ที่นั่น” … “เรายืนยันอย่างเดียวว่าจุดยืนเดียวของไทย คือ รักษาดินแดน สิทธิ อธิปไตยของเรา และต้องการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและจะไม่ให้เสียเปรียบในด้านการดำเนินการและกฎหมายระหว่างประเทศ” … “ที่จริงตนก็ไม่เจรจากับสมเด็จฮุนเซน เพราะฝ่ายที่ทำงานเรื่องนี้ คือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และเราจะทำงานต่อ เจบีซีก็ทำงานต่อ”
เมื่อถามว่า แนวทางแก้ไขต่อไปนั้นจะเป็นเช่นใด นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่า แนวที่จะรักษาประโยชน์ที่ดีที่สุด คือ เดินตามข้อตกลงไทย-กัมพูชา ๒๕๔๓ (หมายเหตุ: MOU 2000 ลงนามโดย ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร สมัยรัฐบาลชวน ๒ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการยอมรับแผนที่ของเขมรโดยปริยาย)




ถุย…รัฐบาลไทย
ถุย…ทหารไทย
ประชาชนชาวไทยทนได้ไหม เขาดูถูก เหยียดหยาม เหยียบย่ำ ซ้ำเติม ขนาดนี้
ใครทนได้ แต่…คนมีนอ…ไม่ทน
ป๊อก…ไม่มีความเห็น…เช่นเดิม!!! (เรื่องจริง)
เพื่อบรรลุเป้าหมายในการยุติการเสียดินแดนครั้งที่ 15
มีเพียงแต่ต้องเร่งผลักดันวาระประชาชน…ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิก MOU 2000 (พ.ศ.2543) และ MOU 2001 (พ.ศ.2544)ว่าด้วยกรอบการเจรจาปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ทางบกและทางทะเล เนื่องจากถือเป็นสนธิสัญญาอาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อันขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2540 และปี 2550
ปล.ศาลฯ มีบรรทัดฐานอยู่แล้วจากกรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กพช.ฉบับติ๊งเหล่ (JC51)
ลองหารือกันดูนะครับ ปรึกษากับทีมงานดูว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
อัปเดตความเคลื่อนไหว
“สุเทพ” ย้ำต้องรักษาอธิปไตย แต่ยินดีเปิดพื้นที่ทับซ้อนให้เขมร
http://www.manager.co.th/Polit.....0000114708
ไทยควรเปิดการเจรจาไตรภาคี (ไทย กัมพูชา ยูเนสโก) เพื่อให้หลายประเด็นไม่โปร่งใสในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งนี้ได้เปิดใจพูดกัน อาทิ การใช้ 2 มาตรฐาน (ICOMOS VS ANPV) ในการประเมินคุณค่ามรดกโลก ความไม่สุจริตกรณี ANPV แอบอ้างเป็น Public Institution ในการประเมินคุณค่ามรดกโลก (2550-2551) ก่อนจำแลงเป็น ICC (International Coordinating Committee) หรือ “คณะกรรมการ 7 ชาติ” ในแถลงการณ์ร่วม (2551) ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเปิดเวทีพัฒนามาตรฐานการปักปันเขตประเทศให้เป็นเอกภาพ เช่น ควรถือสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ในบริเวณที่ไร้พรมแดนธรรมชาติ
เมื่อแถลงการณ์ร่วมได้รับการยกเลิกอย่างถูกต้อง ความจำเป็นต้องทำสนธิสัญญาไทย-กัมพูชาเพื่อรองรับแผนอนุรักษ์มรดกโลกใดๆก็หมดไปโดยปริยาย กระทรวงการต่างประเทศไม่ต้องหลอกตัวเอง หรือทำให้ประชาชนต้องสับสนอีกต่อไป
ขอบคุณสำหรับความเห็นนะครับ
ผมมองว่า ประเด็นเหล่านี้ การขึ้นทะเบียนปราสาทก็ดี ล้วนเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ มากกว่าเป็นการประเมิณคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ตามที่เป็นอยู่จริง
การเดินทางไปของนายนพดล ปัทมะ เมื่อคราวนั้นเป็นประจักษ์พยานที่ชัดพอสมควรว่ามีการเกี้ยเซี๊ยกันทั้งสามฝ่าย และมติคราวประชุม กรกฎา ๕๑ ก็เห็นชัดว่ายูเนสโกจงใจละเมิดเงื่อนไขของตัวเอง
ทางเลือกและกระบวนดำเนินการของ กต. ผมมองว่าทั้ง “ขลาด” และ “เขลา”
รัฐบาลไทยควรยืนให้มั่นว่า ไม่คือไม่ ไม่ให้ขึ้นก็ไม่ยอมรับและผลักดันทหารเขมรที่ตรึงรอบพื้นที่พระวิหาร เป็นมาอย่างไรคือให้เป็นไปอย่างนั้น เคยอยู่ที่บันไดนาคก็ให้คืนกลับไปที่เดิม
ที่สำคัญ รัฐบาลไทยควรใช้เงื่อนไขความเคลื่อนไหวของประชาชนในประเทศให้เป็นประโยชน์ ควรเคารพและเกรงใจประชาชน ไม่ใช่มาบอกให้หุบปาก
ไม่ได้เรื่อง ถ้าเป็นนายกผม จะสั่งยิงกัมพูชา เลยครับท่าน ไม่ให้ฮุนเซน ก้าวร้าวด่าประชาชนคนไทยได้หรอก