ฟิฟทีนมูฟ – กุน กีม ควง เจีย ดารา พร้อมด้วยเจีย มอน ร่วมเป็นประธานพิธีปิดรอบการฝึกพลทหารที่ปฏิบัติภารกิจในสังกัดกองพลสนับสนุนที่ ๒ ที่ตรอเปียงปราสาท จ.อุดรมีชัย มีพลทหารเข้าร่วม ๓๐๐ คน เข้ารับการฝึกเป็นเวลา ๙๐ วัน
เมื่อช่วงเช้าวันที่ ๒ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พล.อ.กุน กีม รองผู้บัญชาการและเป็นเสนาธิการร่วมในกองทัพแห่งชาติกัมพูชา และ พล.อ. เจีย ดารา รองผู้บัญชาการและเป็นประธานคณะบัญชาการหน่วยสมรภูมิแนวหน้า ด้านภูมิภาคทหารที่ ๔ พร้อมด้วย พล.ท.เจีย มอน รองผู้บัญชาการทหารบกและเป็นผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ ๔ พล.ท.เซียก โซะเจียต รองเสนาธิการร่วม รองประธานคณะบัญชาการสมรภูมิแนวหน้าด้านภูมิภาคทหารที่ ๔ ร่วมเป็นประธานในพิธีปิดรอบการฝึกพลทหารปฏิบัติหน้าที่ให้กับกองพลสนับสนุนที่ ๒ โดยพิธีจัดขึ้นที่ที่บัญชาการกองพลน้อยสนับสนุนที่ ๖ ใน อ.ตรอเปียงปราสาท จ.อุดรมีชัย ตามรายงานของหนังสือพิมพ์กัมพูชาใหม่
พล.ท. แก้ว ที1 รองเสนาธิการและเป็นผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ ๒ กล่าวรายงานว่า การฝึกดังกล่าวมีระยะเวลา ๙๐ วัน มีพลทหารเข้าฝึกทั้งสิ้น ๓๐๐ คน มีการฝึกการเดินเท้าลาดตระเวน อบรมจิตวิทยา เทคนิคการใช้อาวุธและการยิงเป้า เป็นต้น
- ឧត្តមសេនីយ៍ឯក កែវ ធី [↩]




ฝึกไปเถอะฝึกทั้งชาติก็มีแต่จะแก่ตาย
ขมวยเคนดีแต่ขโมย คิดจะเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมแถบอาเซียนจนต้องส่งสายรับไปแอบดูศิลปะต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านแล้วขโมยมาเป็นของตัวเอง หลังจากนั้นก็ไปจดลิขสิทธิ์ ชั่วช้าลามกสกปกอนาจาร
สันดาน”เขมร”ก็เป็นแบบนี้แหละ….
แล้วสันดานคุณล่ะ weera usa.เป็นแบบไหน ?
สุภาษิตแขมร์แจ้งสันดานสองเผ่าชาติว่า:
ญวนไม่ทิ้งขบวนเสียมไม่ทิ้งเล่ห์
ok great khun วังจตุมุุข i like you
คุณ weera usa ครับ
“พูดกับหมาหมาเลียปากครับ”
From now on I will never come back to post anything.
Take care,
Sam
ไม่เพียงแค่เลีย จะเตะปากด้วย ไอ้พวกปากหมาเน่า From now you don’t come back and post anything.
ไปเถาะ…ไปให้ได้สุขอย่ากลับมาอีก! ที่นี่ไม่ใช่เวทีของ sam…8) lol
Dear Web Master and Khun Weera USA,
From now on I will never come back to post anything because of our saying “พูดกับหมาหมาเลียปาก”
I really appreciate your dedication as well as your time and effort given so far to protect our great Kingdom.
Take care,
Sam
ok go to hell and don’t come again get out get out
เขาพระวิหารเป็นของเขมร เพราะบนยอดเขานั้นมีปราสาทหินจากยุคอาณาจักรเขมร สมัยอาณาจักรเขมร “ชนเผ่าไท” ยังด้อยพัฒนาอยู่มาก เป็นคนป่า ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรไม่ดีหรอก แต่ต้องยอมรับความจริง เขมรเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรใดที่มีในไทยภายหลัง แถมนักประวัติศาสตร์ยังมองว่ากษัตริย์สุโขทัยเป็นคนเขมรอีกด้วย วัฒนธรรมและศีลปะจำนวนมากที่อ้างกันว่าเป็นแบบ “ไทยๆ” ก็ลอกมาจากเขมรทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อเราไปดูนครวัด
กษัตริย์เสียมสมัยอาณาจักรสุโขทัย อยุทธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ ติดเชื้อแขมร์ทั้งสิ้น วัฒนธรรมและประเพณีลอกตามแขมร์ทั้งหมด แล้วมาอ้างว่าเป็นของตน!…น่าอับอาย!
ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับพี่น้องทั้งหลายเช่น คุณตุ๋ย คุณวังจตุมุข คุณตุ๊กตาและนพพดล ที่มีอุดมการณ์เดี่ยวกัน เราเป็นพี่น้องกัน : 5555 : ให้รู้บ้างว่าไผเป็นไผ?
กูรู้แล้วว่าพวกมึงคือ พวกสองเขา เห่ากะลา ปลาเน่าบูด ตูดเป็นฝี ขี้ไม่ออก
พวกปอปสันดานเลว
Cheer!!!!คนไทยหัวใจรักชาติ น้องดีใจจริงๆ…ใชโย ใช ใช โย โย…..
thank very much for ur great comments…
that’s ok khun ตุ๊กตา we are the one อยู่แล้ว
ใบปลิวว่อนชายแดนไทย-ลาวด้านจังหวัดนครพนม ต้นฉบับพิมพ์เป็นภาษาลาว ระบุเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะผิดคำสาบานพระแก้วมรกตของศักดินาในอดีต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 1-2 วันนี้ที่ จ.นครพนม ได้มีใบปลิวเนื้อหาเป็นภาษาลาว ระบุน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะคำสาบานในอดีต แจกจ่ายแพร่สะพัดในตลาดโต้รุ่ง ร้านคาเฟ่อินเทอร์เน็ต และยังแปลข้อความในใบปลิวจากภาษาลาวเป็นภาษาไทยโพสต์ข้อความเฟซบุ๊กต่อๆ กัน
สำหรับข้อความในใบปลิวดังกล่าว ระบุหัวข้อตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นเพราะคำสาบานในสมัยอดีตจริงหรือไม่ ด้วยเหตุใดพระแก้วมรกรตของลาวจึงไปอยู่ในประเทศไทย
ขอความเล่าย้อนไปในอดีตว่า ภายหลังเจ้าอนุวงศ์ได้เสียชัยให้กับสยาม (กรุงเทพฯ) แล้ว ศักดินาสยามก็พยายามจะเอาพระแก้วมรกตไปสถิตไว้อยู่ประเทศไทย พวกเขาได้ใช้ความพยายามหลายวิธี แต่ไม่สามารถยกพระแก้วมรกตขึ้นได้ ฉะนั้น ศักดินาสยามจึงให้หมอดูลาว 5 คนเพื่อไปอ้อนวอนช่วย โดยมีเหตุผลอ้างอิงว่า ปัจจุบันนั้นเมืองลาวเกิดความวุ่นวายไม่สงบ
ฉะนั้น จึงขออัญเชิญพระแก้วมรกตนี้ย้ายไปสถิตที่กรุงเทพฯ ถ้าหากว่าวันใดเมืองลาวมีความสงบ จะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปสถิตสถานไว้ที่เมืองลาวเหมือนเดิม
ข้อความยังระบุต่อไปว่า เพื่อเป็นการยืนยันศักดิ์ศรีของศักดินาสยามในเวลานั้น พวกเขาได้สาบานไว้ว่า “ถ้าหากประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามคำสาบานดังกล่าวนี้ ขอให้มีมหันตภัย 5 อย่างเกิดขึ้นแก่ประเทศไทยดังนี้”
ขอให้น้ำท่วมบ้านท่วมเมือง, ขอให้ประเทศไทยไม่มีความสงบ เจริญรุ่งเรือง การเมืองให้มีความสับสนวุ่นวาย, อาณาจักรเดียวขอให้แบ่งเป็นหลายชาติ ความเป็นเอกราชขอให้พังทลาย, ราชบัลลังก์ขอให้ถูกโค่นล้ม, ดินส่วนหนึ่งขอให้จมลงทะเล
เมื่อศักดินาสยามได้ยืนยันคำสาบานดังกล่าวแล้ว หมอดูลาวทั้ง 5 คนจึงพร้อมกันอัญเชิญพระแก้วมรกตตามจุดประสงค์ของไทย จากนั้นศักดินาสยามจึงสามารถยกเอาพระแก้วมรกตของลาวไปประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯจนถึงปัจจุบันนี้
นอกจากนี้ ในท้ายข้อความในใบปลิวยังอ้างว่า หนังสือฉบับนี้เอามาจากหอสมุดของแขวงหลวงพระบาง ต้นฉบับเป็นภาษาลาว
เอาเข้าไปผูกเป็นเรื่องเป็นราว…..
……ตอนนี้พวกเขมรบุกเว๊ป ในขณะที่ไทยประสพปัญหามัวไปยุ่งทางโน้น…..นี่แหละสันดานเขมร
บุกแม่งให้มันสิ้นซากไปเลย พวกสันดานเสื้อสีขี้ แล้วสามัคคีกับแดง
บุกตูดมึงนะสิ (ขอล้างให้สะอาดก่อนด้วย!)
จริงๆพระแก้วมรกตเบื้องต้นทำที่ประเทศศรีลังกาแล้วตั้งอยู่ที่วัดพระแก้วมรกตที่พนมเปญในเรื่อง”พระโคพระแก้ว”ต่อมาย้ายไปหลวงพระบางจนถึงที่กรุงเทพในปัจจุบัน
ดูท่าพวกนี้คงอยากไปอยู่ลาวอยู่เขมรนะเนี่ยมันไม่น่าเกิดในไทยเล๊ย
ไปอ่านมิลินทปัญหาบ้างนะไอ้ดลหัวโง่เอ๊ย โง่แล้วยังอวดโง่อีก
คำว่าพระแก้วมรกต หลายคนคงนึกถึงพระแก้วมรกตที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพ ชื่ออาจเหมือนกัน
เป็นพระ พุทธรูปที่แกะสลักจากแก้วมรกตที่เป็นเนื้อหยกเหมือนกัน ที่มาหรือตำนานพระแก้วมรกตทั้งสองแห่งก็แตกต่างกัน
แต่ตำนานพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ยังเป็นปริศนา
ตามหนังสือประวัติศาสตร์ของวัด หรือจากปรากฏในที่ต่างๆ ก็บอกที่มาคล้ายกัน เหมือนจะนำมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน
แต่จากข้อสังเกตของชาวบ้านรุ่นก่อนๆ หรือจากคำบอกเล่าของพระเกจิที่นับถือของภาคเหนือ ก็ว่าไปอีกอย่าง เป็นคนละเรื่องคนละตำนานกันเลยทีเดียว
ขอสรุปและคัดย่อบางตอนจากหนังสือของวัดที่พิมพ์จำหน่ายหรือตามที่ปรากฏอยู่ทั่วไป ดังนี้
เริ่มจากศิษย์ตถาคตหรือศิษย์พระพุทธเจ้า ได้จุติจากดาวดึงส์ลงมาปฏิสนธิที่เมืองกุกุตนคร(เมืองลำปาง) เมื่อเจริญวัยก็ออกบวชเป็นภิกษุ
ต่อมาได้เป็นพระเถระ ขณะเดียวกันก็มีเทวดาอีกองค์หนึ่งได้ลงมาจุติที่เมืองกุกุตนครเช่นเดียวกัน ชื่อว่านางสุชาดา
นางได้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา จนได้มาปรนนิบัติรับใช้พระเถระอยู่ที่วัดม่อนดอนเต้า อยู่มาวันหนึ่งพระเถระคิดจะสร้าง
พระพุทธรูปสักองค์ แต่หาวัตถุที่จะสร้างไม่ได้ ก็พอดีนางสุชาดาได้ไปที่ไร่เพื่อเก็บดอกไม้มาถวายพระ ได้พบหมากเต้า หรือผลแตงโม ลูกงามใบหนึ่ง
จึงนำมาถวายพระเถระ แต่เมื่อผ่าออกมาปรากฏว่าในผลหมากเต้านั้นพบแก้วมรกตอยู่ข้างใน พระมหาเถระก็นำแก้วมรกตนั้นมาสลักให้เป็นพระพุทธรูป
เมื่อเสร็จแล้วก็มีพิธีฉลองสมโภชพระแก้วมรกต และตั้งชื่อวัดม่อนดอนเต้าเป็น “ วัดพระแก้วดอนเต้า ” มาจนทุกวันนี้
จากนั้นมีเสียงเล่าลือว่า พระมหาเถระกับนางสุชาดาเป็นชู้กัน ความทราบถึงอำมาตย์ผู้ปกครองนครนี้ และโดยที่ไม่ได้ไต่สวน ความจริงให้ปรากฏ
จึงกราบบังคมทูลให้เจ้านครทราบ และมีบัญชาให้เพชฌฆาตนำนางสุชาดาไปฆ่าเสีย ณ ริมฝั่ง แม่น้ำวัง โดยก่อนที่นางสุชาดาจะถูกประหารก็ได้อธิษฐานว่า
หากนางเป็นชู้กับพระมหาเถระจริง ก็ขอให้เลือดตกลงพื้นดิน แต่ถ้าหากไม่มิได้เป็นชู้ ก็ขอให้เลือดพุ่งขึ้นสู่อากาศ
เมื่อเพชฌฆาตลงดาบปรากฏว่าเลือดของนางพุ่งสู่อากาศโดยไม่ตกลงพื้นดินเลย เจ้านครเมื่อทราบเรื่องนี้ก็ทรงเสียพระทัย และขาดใจตายในเวลาต่อมา
จากนั้นพระมหาเถระก็หนีออกจากวัดพระแก้วดอนเต้าไปพักอยู่ที่วัดสัมภะกัปปะ (วัดพระธาตุลำปางหลวง) พร้อมกับนำเอาพระแก้วมรกตไปด้วย
พระแก้วมรกตจึงประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงมาจนทุกวันนี้
คราวนี้ก็มารับรู้เรื่องราวประวัติพระแก้วมรกตจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน อาจเป็นตำนานภาคชาวบ้านที่บอกเล่าสืบต่อกันมา
รวมถึงข้อสังเกตจากพระเกจิอาจารย์ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเหนือ และได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้
ขอเริ่มจากที่มาของพระแก้วมรกตที่กรุงเทพ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองลำปางตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้บันทึกไว้ว่า
พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตปฏิมากรนั้น ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่หลายประเทศและหลายเมืองของไทยในอดีต
ตั้งแต่ ศรีลังกา นครธม (ยุคอาณาจักรขอม) กรุงอโยธยา หลวงพระบาง(ประเทศลาว) กำแพงเพชร เชียงราย เขลางค์ นคร(ลำปาง)
เชียงใหม่ กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานคร
ดังนั้นเขลางค์นคร หรือเมืองลำปาง จึงถือเป็นเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่วัดพระแก้วที่กรุงเทพในปัจจุบัน
ตามประวัติพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว กรุงเทพ นั้น ครั้งหนึ่งเคย
ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง นานถึง 32 ปี หรือจาก พ.ศ. 1879 – 2011 เหตุที่มีความเกี่ยวข้องกับ จังหวัดลำปางก็เพราะเมืองเชียงราย
ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตอยู่นั้นเกิดสงคราม เจ้าเมืองเชียงใหม่ (ถือเป็นเจ้าแห่ง อาณาจักรล้านนา)
จึงจัดขบวนช้างให้อัญเชิญมาอยู่ที่เชียงใหม่เพื่อความปลอดภัย แต่เมื่อขบวนมาถึงเมืองลำปาง ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตเกิดไม่ยอมไป
แม้จะเปลี่ยนเป็นช้างเชือกอื่น และควานช้างจะปลอบโยนอย่างไรแล้ว ก็ยังไม่ยอมไปอยู่ดี เจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีความเชื่อในโชคลาง
จึงอนุโลมให้ประดิษฐานไว้ที่วัดดอนเต้าเป็นการชั่วคราว
พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่เมืองลำปางมาเป็นเวลาหลายปี จนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา บางคนก็ถือว่าเป็นบุญบารมีของของชาวลำปาง
ที่มีโอกาสได้กราบไหว้พระแก้วมรกตองค์สำคัญที่มีลักษณะงดงาม และการที่ขบวนช้างขบวนม้าไม่ยอมเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงใหม่นั้น
ก็เชื่อกันว่าเป็นเพราะพุทธานุภาพของพระแก้วมรกต เป็นความประสงค์ที่จะอยู่เมืองลำปาง
ปี พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่เห็นว่า พระแก้วมรกตเป็นสมบัติล้ำค่าจึงได้อาราธนาอัญเชิญมายังนครเชียงใหม่
ที่เปรียบเสมือนเป็นเมืองเอกแห่งล้านนา รวมระยะเวลาที่อยู่เมืองลำปางนานถึง 32 ปี
32 ปีที่พระแก้วมรกตอยู่ที่เมืองลำปาง ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าเสมือนหนึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองลำปาง และเมื่อต้องไป
ประดิษฐานอยู่เมืองเชียงใหม่ก็เกิดความรู้สึกเสียดายและหวงแหน จึงเห็นว่าน่าจะมีการจำลองพระแก้วมรกตเพื่อให้ชาว
ลำปางได้กราบไหว้สืบไป และได้นำมาประดิษฐานที่วัดลำปางหลวงในเวลาต่อมา
นี่เป็นความเข้าใจในตำนานพระแก้วมรกตฉบับของชาวบ้าน
แม้ตำนานพระแก้วมรกตจากหนังสือที่พิมพ์จำหน่าย กับ คำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ของเมืองลำปาง จะแตกต่างกัน
แต่คำบอกเล่าของชาวบ้านก็น่าเชื่อถือไม่น้อย และดูจะมีน้ำหนักมากกว่าที่ว่าพระแก้วมรกตมีที่มาจากแก้วมรกตที่พบในผลแตงโม
ที่นางสุชาดา(เทวดาจุติมาเกิด) นำมาถวายให้พระเถระ ที่จำพรรษาอยู่วัดดอนเต้า และต่อมาก็ถูกชาวบ้านกล่าวหาว่าทั้งสองเป็นชู้กัน
ยังมีข้อสังเกตอีกด้านหนึ่งจากพระเกจิของภาคเหนือบอกว่า จริงๆแล้วพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวงนั้นน่าจะเป็นองค์จริง
ส่วนที่อัญเชิญไปเมืองเชียงใหม่นั้นเป็นองค์จำลอง โดยอ้างเหตุผลว่า คนโบราณเค้ามักจะทำองค์จำลองขึ้นมาคู่กัน
เสมอ และจะเก็บรักษาองค์จริงไว้ในที่ปลอดภัยเช่นฝังไว้ยังใต้ฐานเจดีย์ และเป็นไปได้ว่าพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเมืองเชียงรายนั้น
ถูกปกปิดอย่างมิดชิด เนื่องจากอยู่ในภาวะสงคราวและเกรงว่าไม่ปลอดภัย จึงน้อยคนนักที่จะเห็นองค์พระที่แท้จริงได้ พร้อมกับบอกว่า
เป็นไปได้หรือไม่ที่ชาวเมืองลำปางจะรักและหวงแหนองค์จริง จึงมีการจำลองและสับเปลี่ยนกับองค์
ที่อัญเชิญไปอยู่เมืองเชียงใหม่ พร้อมกับปกปิดไม่แพร่งพรายให้ใครรู้
เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเมืองไทยมักมีความไม่แน่นอนเสมอ หลายครั้งหลายเรื่องราวถูกเขียน ถูกกำหนดขึ้นมาเองด้วยเหตุผลบางประการ
หรือแม้แต่ประวัติพระเจ้ากรุงธนบุรี สวรรคตด้วยท่อนจันทร์ หรือถูกพาหลบหนีไปอยู่ที่อื่น ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ทุกวันนี้
ดังนั้นเรื่องราวของพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ก็อาจเป็นตำนานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นปริศนาเช่นกัน
มิลินทปัญหาจะช่วยให้ฉลาดขึ้นเยอะเลย ครับ และจะได้รู้ว่าใครสร้างขึ้น
และไม่ต้องมาอวดมาอ้างให้เสียสุนัขหลอกนะ
ตัวฉันเองมีเพื่อนเป็นทั้งเขมรและลาวและเนปาลพวกเขาเหล่านั้น มาอยู่ที่ไทยและบอกว่าไม่อยากกลับประเทศเลย เขายังบอกอีกว่าประเทศไทยสบาย มีกษัตริย์ที่ดีเห็นประโยชน์ส่วนรวมดีกว่าส่วนตน
ไผอย่ากกลับล่ะ ค่อยบ่อย่ากเด่ อยู่เมืองไทยสบายดีหลาย