จดหมายเปิดผนึก ดร.เขมร ยกประวัติพระนเรศวรฉบับฝรั่งเศสโต้ — เสียบเตร๊พมนตรี

ฟิฟทีนมูฟ – เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ดร.ศร สัมนัง (Sorn Samnang) เขียนจดหมายเปิดผนึกตีพิมพ์ในดืมอัมปึล ตอบโต้จดหมายเปิดผนึกของนายเทพมนตรี ลิมปพยอม ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยระบุว่านายเทพมนตรีซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็น “นักประวัติศาสตร์อิสระ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในฐานะนักประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายเทพมนตรีมีสถานะเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยกประวัติศาสตร์เขมรยุคพระยาละแวกฉบับฝรั่งเศสมาอธิบายความ ตอบโต้  ..ฟิฟทีนมูฟแปลเรียบเรียงโดยจะพยายามเก็บความให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนี้ ..

Dr. Sorn Samnang
ภาพประกอบ: ดร.ศร สัมนัง ในการประชุมทางวิชาการเครือข่ายภาษาประเทศเพื่อนบ้าน ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

กัมพูชา พนมเปญ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ — เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม อ้างตัวว่าเป็น “นักประวัติศาสตร์อิสระ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ตามความรู้ของเรา นายเทพมนตรีเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ดังนั้น ความน่าเชื่อถือในฐานะนักประวัติศาสตร์จึงถูกตั้งคำถาม เขาสามารถที่จะตีความอดีตด้วยมาตรฐานอันเข้มงวดของการไต่สวนอย่างเคร่งครัดได้หรือไม่ เขาจะสามารถยืนยันอย่างคล่องแคล่วต่อหน้าสาธารณะด้วยความซื่อสัตย์ต่อระเบียบวิธีได้หรือไม่ ข้อสังเกตต่อไปนี้ตอบคำถามดังกล่าว

๑. นายเทพมนตรี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม ได้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในเดือนกันยายน ๒๕๕๒ นายเทพมนตรีและนักวิชาการไทยอีก ๘ คน ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง กล่าวหานายกรัฐมนตรีฮุน เซน รองนายกรัฐมนตรีซก อาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮอร์ นัม ฮง ว่า “ได้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยการรุกล้ำปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาทรอบซากปราสาท” ศาลแพ่งได้ยกคำร้อง โดยระบุว่า “เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างสองประเทศในเรื่องอธิปไตยเหนือพื้นที่ ไม่เกี่ยวกับราษฎร” (ดู Court rejects Preah Vihear suit – Border dispute ‘is not a civil matter’ Writer: POST REPORTERS 15/09/2009)

การไม่รับฟ้องของศาลแพ่งไทยดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดว่า นายเทพมนตรีและทีมงานผิดโดยสิ้นเชิง

หลังจากนั้น ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ นายเทพมนตรีเป็นหนึ่งในผู้นำการประท้วงที่ร่วมการ “สนทนาทางโทรทัศน์กับรัฐบาลในกรณีพิพาทเขตแดน”  ตามที่ปรากฎใน  Thai Asean News Network ระบุว่า “ตัวแทนของประชาชนชาวไทยประกอบด้วย โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์ผู้โดดเด่น  สมปอง สุจริตกุล อดีตคณะทนายฝ่ายไทยคดีปราสาทพระวิหารในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวทางสังคม สนทนาทางโทรทัศน์กับตัวแทนรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ คุณกิตติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี ศิริโชค โสภา ในประเด็นปัญหาพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหารที่อ้างสิทธิ์โดยทั้งประเทศไทยและกัมพูชา การสนทนาสามชั่วโมงถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์แห่งชาติ (ดู Citizens Hold Televised Discussion with Govt on Land Dispute, Thai Asean News Network UPDATE: 9 August 2010).

 

๓.  นายเทพมนตรีเป็นนักประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น?

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม ถูกมองโดยประชาชนบางส่วนว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ดังที่ได้อ้างถึงก่อนหน้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จดหมายเปิดผนึกของเขาลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ และปรากฎในเฟชบุ้คเป็นภาษาไทย เรื่อง “การลำเลิกบุญคุณสมเด็จพระนเรศวร จากฝ่ายกัมพูชาและสั่งให้ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีทำการตอบโต้”

ตามเนื้อหาในจดหมาย นายเทพมนตรี รู้สึกโกรธต่อท่าทีนิ่งเฉยของนายกรัฐมนตรีไทยต่อการเผชิญหน้ากับนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และคณะซึ่งได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับกษัตริย์ไทย พระนเรศวร โดยเปรียบพระองค์เป็นจระเข้หรือกษัตริย์อกตัญญู เมื่อร้อนรนต่อสิ่งนี้ นายเทพมนตรีจึงได้กล่าวอ้างว่า “กัมพูชาบิดเบือนประวัติศาสตร์” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไทยตอบโต้ในทันที ทั้งได้เรียกร้องให้กัมพูชาโดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน และคณะแสดงการขอโทษ

นายเทพมนตรี นักประวัติศาสตร์ผู้ขาดมาตรฐานอันเข้มงวด ได้กล่าวหากัมพูชาว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ได้ถูกบิดเบือนโดยนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองไทยคลั่งชาติบางกลุ่ม รวมถึงนายเทพมนตรี

 

  ๓. นเรศวร (หรือ Naren-Sô หรือพระนเรศ) เป็นกษัตริย์ประเภทไหน?

เท่าที่เราทราบ ตำนานที่ไม่จริงของกษัตริย์นเรศวรของไทยได้ถูกเล่าขานในประเทศไทย  และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากนักการเมืองคลั่งชาติชาวไทยบางส่วน หนังสือพิมพ์ The Straits Times เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๑ รายงานว่า “นักเรียนไทยหลายต่อหลายรุ่นได้รับการบอกเล่าว่ากษัตริย์สัตถาของเขมรได้เข้าโจมตีอยุธยาระหว่างที่สยามมีศึกติดพันกับพม่า   แต่กษัตริย์นเรศวรของสยามรบชนะและได้ประหารชีวิตเขา ล้างเท้าด้วยเลือดของกษัตริย์สัตถา  วันนี้กษัตริย์นเรศวรมีรูปสัญลักษณืโดดเด่นบนแผ่นป้ายและเสื้อยืดของกลุ่มผู้รักชาติ นิยมสถาบันกษัตริย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยกปัญหาพระวิหารเป็นประเด็นในการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลบนท้องถนนในกรุงเทพนานต่อเนื่องแรมเดือน แต่ตำนานดังกล่าวไม่เป็นความจริง กษัตริย์สัถตาสามารถหลบหนีไปยังลาว (ดู Border talks burdened by ancient rivalry ใน Straits Times เมื่อ 18 August 2008)

นอกเหนือจากนี้ โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ซึ่งเขียนในประเทศฝรั่งเศสโดยนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Mr. Adhémard Leclère ชื่อ “History of Cambodia” ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔  กษัตริย์นเรศวรโดยแท้จริงเป็นกษัตริย์อกตัญญู  ย่อหน้าดังต่อไปนี้ถูกแปลจากภาษาฝรั่งเศสซึ่งสามารถให้หลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้:

พระโสตถา (Preah Sotha) (๑๕๖๗-๑๕๗๕) […] หลายเดือนหลังขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ กัมพูชาได้ทราบข่าวว่ากษัตริย์แห่งหงสาวดี หรือ Pégouans (ฟิฟทีนมูฟ:  พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง?) ได้บุกราชอาณาจักรสยามโดยเคลื่อนทัพมายังอยุธยา (Ayuthyea ) ด้วยกองทัพที่เปี่ยมด้วยแสนยานุภาพ กษัตริย์ชาวสยามซึ่งได้อาศัยสัญญาเป็นไมตรี (ฟิฟทีนมูฟ: หรือสัญญาหย่าศึก-peace treaty) ที่ทำไว้ปีก่อนหน้ากับกษัตริย์องค์ก่อนของกัมพูชา ส่งราชทูตมาขอทัพช่วยรบกับกษัตริย์องค์ใหม่ (ฟิฟทีนมูฟ: นักพระสัตถา) กษัตริย์องค์นี้ แม้ว่าสัญญาเป็นไมตรีที่พระบิดาของเขาได้ทำไว้ไม่ได้บังคับให้เขาต้องเข้าข้างกษัตริย์แห่งกรุงสยาม ได้ส่งกองทัพประกอบด้วยทหาร ๒๐,๐๐๐ นาย นำทัพโดยอุปราชกัมพูชา (ฟิฟทีนมูฟ: Cambodian obaréach — หมายถึงพระศรีสุริโยพรรณ อนุชาของนักพระสัตถา) เพื่อช่วยอยุธยา ทัพของพระเจ้าหงสาวดีพ่ายแพ้และถูกขับพ้นเขตแดน

และขณะที่กองทัพชาวสยามและกัมพูชาเคลื่อนทัพกลับด้วยชัยชนะ ได้ตั้งค่ายใกล้กัน ณ ทุ่งโพธิ์สามต้น (ฟิฟทีนมูฟ: เขมรเรียก Doeumpou-choeung-bey) กษัตริย์แห่งสยาม นเรศวร (พระนเรศ) เห็นว่าอุปราชเขมรนั่งอยู่หน้าพระพักต์ ไม่หมอบกราบอย่างแม่ทัพนายกองอื่น จึงตรัสถึงต่อธารกำนัลและเขม็งจ้อง เจ้าชายแห่งกัมพูชาจึงตอบโต้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของกษัตริย์แห่งกัมพูชาในที่นี้ และข้าพเจ้าเป็นผู้บัญชาทัพของกองทัพกัมพูชาและตามบัญชาของผู้ซึ่งได้มอบหมายไว้แก่ข้าพเจ้า นอกจากนี้ ข้าพเจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นอุปราช ข้าพเจ้าจึงมีสิทธิ์เสมอกษัตริย์สยาม และข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะได้รับการปฏิบัติ ณ ที่นี้ ในฐานะแม่ทัพกัมพูชา ในฐานะกษัตริย์”

กษัตริย์แห่งสยามไม่ได้ตรัสตอบแต่ประการใด แต่ เพื่อยืนยันสถานะความเป็นผู้นำหนึ่งเดียว เขาได้ออกคำสั่งให้นำชายคนหนึ่งในบรรดาเชลยของอุปราชเขมรไปตัดหัวและเสียบไว้กับไม้ไผ่หน้าเรือของเจ้าชายเขมร  อุปราชผู้ถูกข่มเหงยกทัพกลับกัมพูชา (ดู Adhémard Leclère, Histoire du Cambodge, Paris 1914, หน้า 299)

อย่างที่เราเห็นข้างต้น แทนที่จะแสดงความขอบคุณต่ออุปราชและทัพเขมรซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือเขา กษัตริย์นเรศวรได้แสดงออกอย่างโหดร้ายต่อเชลยของอุปราชกัมพูชา จากการกระทำที่เหยียดหยามและโหดร้ายนี้ กษัตริย์นเรศวรถูกมองว่าเป็น “กษัตริย์อกตัญญู” ในประวัติศาสตร์กัมพูชา 

ด้วยเหตุนี้ อาศัยเอกสารที่อ้างถึงข้างต้น กษัตริย์นเรศวรมีชื่อในทางไม่ดีสำหรับการกระทำที่โหดร้าย ทั้งในตำนานที่ไม่เป็นจริงของไทย (ที่ว่ากษัตริย์นเรศวรรบชนะ และได้ประหารกษัตริย์สัตถาเอาเลือดล้างเท้า) และในประวัติศาสตร์กัมพูชา (ที่ว่ากษัตริย์นเรศวรได้สั่งให้ประหารเชลยของอุปราชกัมพูชา)  มันน่าเกลียดน่ากลัว คนซึ่งรักในสันติไม่สามารถที่จะยกย่อง “วีรกรรม” นี้ได้

นี่เป็นจดหมายตอบของเราต่อจดหมายเปิดผนึกของนายเทพมนตรี ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยประสงค์ที่จะนำเสนอความคิดใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคของวัฒนธรรมแห่งสันติของเราในโลกซึ่งเราอาศัยอยู่ มันไม่ใช่โอกาสอันเหมาะที่จะให้ความยกย่องเชิดชูอย่างสูงต่อ “วีรบุรุษเปื้อนเลือด” คนใดในประวัติศาสตร์

ยิ่งกว่านั้น ความจริงและการตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ควรกระทำด้วยความเคารพต่อข้อเท็จจริง และต้องไม่สนองกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองหัวรุนแรง เฉพาะความเข้าใจที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะสามารถช่วยบรรเทาความไม่ลงรอยกันได้ เพื่อความเป็นปกติและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา กัมพูชาและไทย

——————————

หมายเหตุฟิฟทีนมูฟ:

๑) ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ตำนาน และบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์แต่ละฉบับมักมีเนื้อความที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน และมักยกย่องเชิดชูฝ่ายที่เขียนหรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นหลัก ไม่มีความเป็นกลาง ๆ หรือตรงไปตรงมาไม่เว้นแม้บันทึกของชาวตะวันตก

๒) เนื้อความตามพงศาวดารเขมรเรื่องพระศรีสุริโยพรรณยกทัพมาช่วยนั้น มีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก บ้างว่ายกทัพมาช่วยเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรเสด็จหนีจากกรุงหงสาและพม่ายกมาตี บ้างว่าเกิดภายหลังที่สยามประกาศเป็นอิสระจากกรุงหงสา บ้างว่าพระศรีสุริโยพรรณประทับยืน บ้างว่าประทับนั่งต่อหน้าพระพักตร์พระนเรศวร  บ้างว่าช่วยศึกเสร็จได้รับชัยชนะ บ้างบอกว่ายังไม่ทันได้ทำศึกก็ผิดใจยกทัพกลับ บ้างว่าโกรธที่พระนเรศวรจับชาวเขมรเป็นเชลย ฯลฯ  

๓) ประวัติศาสตร์ของชนชาติเขมรส่วนใหญ่เขียนโดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยที่เป็นรัฐอารักขา ส่วนใหญ่อ้างอิงหลักฐานจากพงศาวดารของเขมร และเอกสารประวัติศาสตร์อื่น

๔) หลายจุดในบทความของ ศ.ดร. ศร สัมนัง โดยเฉพาะบทสรุปเกียวกับความโหดร้ายของพระนเรศวร เป็นการมองในมิติสมัยใหม่ ที่ขาดความเข้าใจต่อขนบ จารีต หลักคิดเดิมในยุคนั้น ไม่เข้าใจขนบแห่งกษัตริย์และจารีตแห่งราชการสงคราม คือ เอาวิธีคิดของยุคหนึ่งไปอธิบายเรื่องราวของอีกยุคหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องประหลาดและโง่เง่าอย่างมาก

๕) เข้าใจว่า ศ.ดร. ศร สัมนัง เป็นนักภาษาศาสตร์ (และนักประวัติศาสตร์?) ที่มีความรู้ความเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของสามชาติ ไทย ลาวและเขมร เป็นอย่างดี เคยร่วมประชุมทางวิชาการด้านภาษากับหลายองค์กรวิชาการ มหาวิทยาลัยของไทยทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค หลายต่อหลายครั้ง ต่อเนื่อง

๖) ศ.ดร. ศร สัมนัง เป็นประธาน Royal Academy of Cambodia  ซึ่งตั้งอยู่มหาวิทยาลัยพนมเปญ ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

๖) การยื่นฟ้องฮุน เซน ต่อศาลแพ่งในครั้งนั้นฟิฟทีนมูฟเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องร้อง คดีดังกล่าวปัจจุบันอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำฟ้อง

๗) การแปลจดหมายเปิดผนึกทั้งฉบับไม่ได้มีความมุ่งหมายให้ความสำคัญกับ และการถูกพาดพิงถึงของเทพมนตรี ลิมปพยอม ทั้งในฐานะนักประวัติศาสตร์อิสระ (ของเอเอสทีวี) และการ “รู้จัก” เป็นการส่วนตัว หากแต่มุมมองต่อตำนานพระนเรศวรในทัศนะของคนเขมรนั้น น่าเรียนรู้และศึกษา เพื่อ “รู้เขา รู้เรา” อย่างยิ่ง

n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน

Visit Website