แดงดีใจได้ไปเขมร หวังได้เห็นคุณพ่อฮวยเซง

เสื้อแดงลพบุรีที่ตลาดตูลตำปวง ฟิฟทีนมูฟ — แดงถึงพนมเปญ บอกดีใจได้มาเห็นเมืองเขมร ไม่คิดว่าจะเจริญมากขนาดนี้ เป็นโอกาสหายากที่จะได้เห็นฮุน เซน ที่เคารพรักตัวเป็น ๆ เตะกับแกนนำแดง ฮุน เซน และ สมชายเวสต์อิน ร่วมเป็นประธานเปิดและหัวหน้าทีม หอยม่วงเขมรเตรียมถ่ายทอดสดพร้อมกับทีวีเสื้อแดงตั้งแต่เวลาบ่ายสอง

เมื่อช่วงเช้า (๒๔ กันยายน ๒๕๕๔) ศูนย์ข่าวต้นมะขามรายงานว่า กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อแดงได้เดินทางถึงกัมพูชาแล้ว โดยกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากที่หน้าตลาดตูลตำปวง ในกรุงพนมเปญ เปิดเผยว่า พวกตนดีใจมากที่ได้มาประเทศกัมพูชา เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นที่นี่ ไม่คิดเลยว่ากัมพูชาจะพัฒนาไปมากขนาดนี้

ขณะที่แกนนำเสื้อแดงจาก จ.ลพบุรี ซึ่งนำกลุ่มดังกล่าวมาเที่ยวชมตลาด กล่าวว่า ตนได้นำกลุ่มคนเสื้อแดงมาประมาณ ๕๐๐ คน เพื่อชมการเตะฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมเสื้อแดงกับทีมกัมพูชา มันเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้เห็นผู้นำของกัมพูชา คือ สมเด็จฯ ฮุน เซน ซึ่งเป็นที่เคารพรักอย่างยิ่งของกลุ่มเสื้อแดง เข้าร่วมการเตะฟุตบอลกับผู้นำของตนนอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า กลุ่มเสื้อแดงทั่วประเทศประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน เดินทางมาชมการเตะฟุตบอลครั้งนี้ บางส่วนเดินทางด้วยเครื่องบิน บางส่วนมากับรถทัวร์ และบางส่วนมารถส่วนตัว ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ เพื่อเตรียมตัวดูฟุตบอลที่จะเตะกันตอนบ่ายสอง ช่วงเช้าพวกตนพากันมาเที่ยวชมตลาดตูลตำปวง

การแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างทีม ส.ส.เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย กับทีมวัยชรากัมพูชา จะมีขึ้นที่สนามกีฬาแห่งชาติโอลิมปิก มี ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นประธานเปิดการแข่งขัน โดยทีมเสื้อแดงจะสวมเสื้อสีแดง ส่วนทีมกัมพูชาจะสวมสีฟ้า (ปเต็ยเมฆ – ท้องฟ้า) ซึ่งเป็นสีประจำชาติ โดย นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะสวมเสื้อแดง เป็นหัวหน้าทีมเสื้อแดง ส่วนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะสวมสีฟ้าเป็นหัวหน้าทีมกัมพูชา การเตะฟุตบอลมิตรภาพจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา (ทีวีกอ) ตั้งแต่เวลา ๑๔.๐๐ น. และจะมีการถ่ายทดสดผ่านช่อง Asia Update DNN ของกลุ่มเสื้อแดง

Short link: http://15th.me/qssceI

ผู้เขียน: n/e

สิ่งมีชีวิตเขตร้อน -คนเขียนตัวอักษรบนอินเตอร์เน็ต คนถือกล้องในภาคสนาม คนเล็กๆ ทำงานเบื้องหลังกับทีมขนาดกะทัดรัดในความเคลื่อนไหวปกป้องดินแดน http://www.boringdays.net/
หมวด: ข่าว | แท็ก: | Print
หมายเหตุ: กรณีที่มีการเขียนอักษรเขมรกำกับ จะแสดงผลถูกต้องเมื่อท่านดาวน์โหลดและติดตั้ง Khmer Unicode
  

ความเห็น

  1. Benja

    ไม่เห็นมีความสำคัญอะไรที่ช่องหอยม่วงจะต้องถ่ายทอด ไร้สาระที่สุด

       0 likes

    • n/e

      ขออภัยที่ทำให้สับสน ผมใช้คำว่า หอยม่วงเขมร เพื่อจะสื่อว่าเป็นโทรทัศน์ของรัฐบาลเขมร เหมือนกับช่อง ๑๑ ของไทย ||-

         0 likes

  2. FKC

    ฮุนเซน ทำอะไรให้คนไทยบ้างนอกจากยิงปืนใหญ่ใส่

       0 likes

  3. วีระ Prey Sar

    กูอยากไปชมตลาดตวลตมปวงกับพวกเสื้อแดงด้วย กูเสียดายมาก ไม่น่าไปก่อเหตุกับแขมร์
    :cry:

       0 likes

  4. สุวรรณภูมิ

    สุภาษิตแขมร์ : “ไพรนคร*ถล่ม พนมเปญละลาย กรุงเทพขจัดขจาย สบายนครวัด…” :)

    *ไพรนคร (ชื่อแขมร์) = ไซ่ง่อน

       0 likes

  5. pong

    ไปแล้วไม่ต้องกลับมาประเทศไทยเลยนะ ขอให้ไปอยู่กับเขมรเป็นลูกน้อง
    ฮุนเซ็นตลอดไปเลย น้ำท่วมเมืองไทย เพราะเพื่อไทยไฝ่เขมรนี่เอง ชาวบ้านเดือดร้อนแทบตาย ยังมีหน้าไปเที่ยวเขมรอีก ใครไปเขมร ขอให้กลับมาพบกับความวิบัติ บ้านเรือนจมน้ำให้หมด

       0 likes

  6. ศักดิ์ศรี

    ปราสาทพระวิหารในอดีตและอนาคต

    จากข้อเขียนสุจิตต์ วงษ์เทศ

    จากเว็บไซต์ http://www.sujitwongthes.com/
    สุจิตต์ วงษ์เทศ / 27 พฤษภาคม 2554

    1) สมัย ร.5 ปราสาทพระวิหารเป็นของฝรั่งเศส
    พ.ศ. 2447 รัฐบาลสยามสมัย ร. 5 ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับฝรั่งเศส (ฉบับ 13 กุมภาพันธ์ 1904) ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่แนบท้ายที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชาของฝรั่งเศส

    เมื่อฝรั่งเศสยอมลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 นี้ จึงเป็นครั้งแรกที่สยามได้อธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

    รัฐบาลสมัย ร. 5 น่าจะเห็นว่าเป็น “ความสำเร็จ” ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง เพราะขณะนั้นยังไม่แน่ชัดว่ามหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศสยอมรับการมีอยู่ของประเทศสยามแค่ไหน (เช่น ที่ราบสูงโคราชทั้งหมดเป็นของสยาม หรือเป็นดินแดนที่ยังต้องเจรจาต่อรองกันก่อน)

    เมื่อแผนที่แนบท้ายมีเส้นเขตแดนที่ลัดเลาะเลียบแม่น้ำโขง และเทือกเขาพนมดงเร็ก มีความชัดเจนแน่นอน และประกันความปลอดภัยของสยาม เป็นอันหมดกังวลเสียทีกับความเปราะบางของอธิปไตยสยามทางด้านนี้

    ดังนั้น ย่อมมีความสำคัญกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้ กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งขณะนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย แผนที่แนบท้ายที่สยามให้คำรับรองไว้จะบิดเบี้ยวไปจากสันปันน้ำอย่างไร จึงไม่มีความสำคัญนัก

    ขณะนั้น พ.ศ. 2447 ฝรั่งเศสยังยึดจันทบุรี, ตราด, และเกาะในอ่าวไทยด้านตะวันออกไว้ทั้งหมด ด้วยข้ออ้างว่าเป็นหลักประกันใช้บังคับสยามให้ยอมทำตามสัญญา ร.ศ. 112 พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893)

    2) สมเด็จฯ เสด็จปราสาทพระวิหารของฝรั่งเศส
    พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จ “ตรวจโบราณวัตถุสถาน” มณฑลนครราชสีมา และเสด็จเลยไปถึงปราสาทพระวิหาร

    สมเด็จฯ เสด็จยืนรับการถวายการต้อนรับ และคงจะทอดพระเนตรเห็นธงฝรั่งเศสซึ่งชักขึ้นเหนือเสาบนปราสาทอย่างชัดเจน นอกจากทรง “ตรวจ” โบราณวัตถุสถานบนปราสาทพระวิหารแล้ว ยังได้เสด็จประทับค้างแรมข้างบนนั้นอีกหนึ่งคืนด้วย

    สมเด็จฯ ทรงทราบอยู่แล้วว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตปกครองของอินโดจีนฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญาซึ่งสยามและฝรั่งเศสทำขึ้นใน พ.ศ. 2447 ซึ่งถูกกำหนดรายละเอียดด้วยแผนที่แนบท้ายซึ่งสยามและฝรั่งเศสร่วมกันทำ (ตามความในสนธิสัญญา ม.3) และสยามได้ให้คำรับรองทั้งในทางปฏิบัติและอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2450

    ทุกอย่างเป็นที่พอใจของชนชั้นนำขณะนั้นทุกคน

    3) เริ่มแย่งปราสาทพระวิหาร
    พ.ศ. 2483 นายกรัฐมนตรี พลตรี ป. พิบูลสงคราม เริ่มปลุกระดมให้ชนชั้นกลางเรียกร้องดินแดนคืนจากมหาอำนาจ และนำไปสู่การทำสงครามกับฝรั่งเศส จนได้ดินแดนในประเทศกัมพูชาและลาวปัจจุบันมาอยู่ใต้การปกครองของไทย

    ปราสาทพระวิหารกลับตกเป็นของไทย เพราะสงครามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส (ขึ้นอยู่ในจังหวัดนครจำปาศักดิ์) แต่เป็นการได้ที่ไม่มีมหาอำนาจใดรับรองนอกจากญี่ปุ่น

    ครั้นสิ้นสงครามไทยก็ต้องจำยอมประกาศสละดินแดน ที่ยึดมาได้เหล่านี้คืนมหาอำนาจผู้ชนะสงครามหมด เหลือแต่ปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เรามุบมิบเอาไว้

    เราไม่อาจตัดสินการกระทำหรือความคิดของคนแต่ก่อน ด้วยเงื่อนไขของปัจจุบันได้ เพราะเขาทำและคิดขึ้นจากเงื่อนไขในสมัยของเขา ซึ่งมาในภายหลังอาจเห็นได้ว่าผิดหรือถูกก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีเหตุผลรองรับ ทั้งเป็นเหตุผลที่มีประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งด้วย

    ต่างจากการนำเรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาใหม่ในสมัยปัจจุบัน เพราะกลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะตน หรือเฉพาะกลุ่มไปเสียหมด

    4) เขมรฟ้องศาลโลก
    พ.ศ. 2502 กัมพูชาฟ้องศาลโลก กล่าวหาไทยว่าส่งทหารเข้ายึดครองปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

    5) ศาลโลกตัดสิน

    พ.ศ. 2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 (1904) และตามแผนที่

    พ.ศ. 2451 (1908) ที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชาของฝรั่งเศส และฝ่ายไทยไม่ทักท้วงตลอดเวลา 50 กว่าปี หลังลงนามในสนธิสัญญา

    คำตัดสินตอนหนึ่งของศาลโลกมีอ้างถึงสมเด็จฯ ว่า

    ค.ศ. 1930 (ในวันที่ 30-31 มกราคม 2472) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและคณะได้เสด็จชมปราสาทพระวิหาร ผู้ว่าราชการเมืองกำปงธม ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส แต่งเครื่องแบบเต็มยศ มารับเสด็จที่ตีนบันไดขึ้นปราสาทพระวิหาร ด้านหลังมีธงชาติฝรั่งเศส มีการฉายพระรูป

    ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ทรงส่งรูปถ่ายดังกล่าว ให้ผู้ว่าราชการเมืองกำปงธม และขอบใจที่เขาต้อนรับเป็นอย่างดี โดยมิได้ทักท้วงเรื่องฝรั่งเศสปักธงชาติฝรั่งเศสไว้ที่ปราสาทพระวิหาร

    6) ปราสาทพระวิหาร มรดกโลก
    พ.ศ. 2551 (2 กรกฎาคม 2008) คณะกรรมการมรดกโลกลงมติรับรองปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามข้อเสนอของกัมพูชา

    ปราสาทพระวิหารกลายเป็น “มรดกโลก” ไทยเองก็มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกับประเทศอื่นๆด้วย แต่เป็นเจ้าของในเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่การเมือง

    7) ประชาคมอาเซียน
    “อธิปไตย” ของประเทศที่ตั้งอยู่บนบุรณภาพทางดินแดนได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็อย่างช้าๆ เพราะองค์กรเหนือรัฐในทุกรูปแบบมีอำนาจและบทบาทเข้ามากำกับอำนาจอธิปไตยของรัฐต่างๆ มากขึ้น ไม่แต่เพียงองค์กรโลกอย่างสหประชาชาติเท่านั้น (ซึ่งเมื่อตั้งขึ้นก็ยังยึดถืออธิปไตยแบบเก่าอย่างมาก) แต่รวมถึงองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอื่นๆ อีกมาก

    อาเซียนพัฒนามาถึงความฝันเรื่อง “ประชาคม” อาเซียน แม้ยังไม่มีรูปธรรมมากนัก แต่อย่างน้อยก็กลายเป็นความฝันที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธอย่างเปิดเผยได้อีกต่อไป

    เห็นได้ชัดว่าเส้นเขตแดนในกลุ่มอาเซียนซึ่งหาความชัดเจนแน่นอนไม่ค่อยได้ในทุกประเทศ กำลังต้องถอยร่นให้แก่ความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง แม้แต่ปราสาทพระวิหารเอง

    8 ) ปราสาทพระวิหาร ของ ประชาคมอาเซียน
    ปราสาทพระวิหารกำลัง “กลับ” มาเป็นของเราอีก แต่เราในที่นี้หมายถึงเราในฐานะสมาชิกอาเซียนที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปราสาทพระวิหารจะมีทั้งคุณค่าและมูลค่าแก่เราผ่านความเป็นประชาคมของอาเซียน ไม่ใช่แสนยานุภาพของกองทัพ

    • • •

    ปรับปรุงแล้วเพิ่มเติมบางตอนขึ้นใหม่จากข้อเขียน เรื่อง อดีตและอนาคตของปราสาทพระวิหาร ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 13-19 พฤษภาษคม 2554 หน้า 30-31

    อ่านเพิ่มเติม

    1. เบื้องลึกการเสียดินแดน และปัญหาปราสาทพระวิหาร จาก ร.ศ. 112 ถึงปัจจุบัน โดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ฯ พิมพ์ครั้งแรก 2553

    2. ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทย กับอาเซียนเพื่อนบ้านฯ โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พิมพ์ครั้งแรก 2554

    วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
    เวลา 11:00:12 น.

    ขอขอบคุณ

    มติชนออนไลน์
    คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ

       0 likes

    • weera usa

      เอามาลงทำไม?……มติชนเชื่อได้ที่ไหนมันถูกซื้อไปแล้วเป็นกระบอกเสียงระบอบทักษิณ…มันเขียนให้ดินแดนเขาพระวิหารเป็นของเขมรเพราะเพียงต้องการจะขีดเส้นแดนให้คลุมพื้นที่มีพลังงานน้ำมันจะได้แบ่งกินผลประโยชน์กับไอ้ฮุนเซนได้ง่าย….โดยไม่คำนึงถึงการเสียดินแดนอธิปไตยของประเทศ….พวกลูกหาบแบบนี้หนักแผ่นดินสิ้นดี

         0 likes

  7. sam

    “มติชนออนไลน์
    คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ”
    ชื่อพันธุ์นี้เอาไปหากินที่อื่นเถอะครับ

       0 likes

  8. อนาถใจ อนาถาจัง

    วันนี้ ใครมีเงิน ประกาศรับสมัครให้ใครก็ได้มา แก้ผ้าเต้นกลางสี่แยกไฟแดง ๑๐ นาที ให้ค่าจ้างนาทีละ ๑๐ ล้านบาท เราจะพบว่าจะมีผู้มาสมัครมากมาย ไม่แน่น้ะอาจจะมีผู้สมัครบางคนเป็น นักศึกษาบางคนจากบางสถาบัน อาจารย์บางคนจากบางสถาบัน นายพลตำรวจบางคน นายพลทหารบางคน อัยการบางคน ปปช.บางคน ก.ก.ต. บางคน ผู้ตรวจการแผ่นดินบางคน ปปง.บางคน ผู้พิพากษาบางคน กรรมการสิทธิฯบางคน นักการเมืองบางคน สว.บางคน ผู้สื่อข่าวบางคน นักจัดรายการวิทยุ – โทรทัศน์บางคน นักหนังสือพิมพ์บางคน นักวิชาการบางคน และบางคนจากทุกๆองค์กรที่มีอยู่ในประเทศไทย
    ทั้งนี้เป็นเพราะ ทุกวันนี้ เราต่างให้ความสำคัญกับ เงิน ความสะดวกสบาย ความร่ำรวย มากกว่า ความถูกต้อง กันไปเสียหมดไม่ว่าที่ไหนๆ ไม่มีที่ยกเว้นเลยน้ะครับ

       0 likes

    • weera usa

      เงินคือเจ้านายชีวิตที่สามารถสั่งให้แก้ผ้าได้

         0 likes