ศ.ดร.สมปอง
ไทยถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
ในสาระสำคัญนั้น อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. ๑๙๗๒ มีข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเพิกถอน หรือถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญา ตามข้อ ๓๕ วรรค ๑ ฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาว่าผู้แทนไทยหรือหัวหน้าคณะผู้แทนไทยมีสิทธิอำนาจในการถอนตัวตามอนุสัญญาหรือไม่เพียงใด การถอนตัวหรือเพิกถอนการเป็นภาคี หรือสมาชิกสภาพของรัฐภาคีของคณะกรรมการมรดกโลก และอนุสัญญามรดกโลก จะมีผลทางกฏหมายเมื่อใดหรือภายใต้เงื่อนไขประการใด การแสดงเจตนาย่อมมีผลทันทีที่ได้แสดงออก แต่ผลทางกฎหมายนั้น สมาชิกภาพของไทยในคณะกรรมการมรดกโลกยังคงเป็นเช่นเดิมต่อไปอีก ๑๒ เดือน
ศาลโลกกับคดีปราสาทพระวิหาร ภายหลัง ๓๐-๓๑ พ.ค. ๒๕๕๔ โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
จุดสำคัญที่พึงกระทำในชั้นนี้คือ ไทยต้องคัดค้านอำนาจศาลฯ ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ การกล่าวแต่เพียงว่าเขตอำนาจของศาลฯ ไม่ครอบคลุมถึงคำขอของกัมพูชานั้นยังไม่เพียงพอ ไทยต้องยืนยันอย่างเป็นทางการว่าไทยคัดค้านอำนาจศาลฯ เพราะไทยมิได้ยินยอมรับอำนาจศาลฯ อีกเลยหลังจากขาดอายุไปแล้วเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี การไปปรากฏตัวที่ศาลฯ แต่ละครั้ง ก็ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพียงอย่างเดียวคือ คัดค้านอำนาจศาลฯ มิใช่เพียงโต้แย้งว่าคำขอของกัมพูชาไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณา
ข้อสังเกตจากการประชุมที่ยูเนสโกครั้งล่าสุด โดย. ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และเป็นอดีตที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกเรื่องมรดกโลก ตั้งข้อสังเกตต่อการเข้าร่วมโดยไม่ได้รับเชิญในการหารือไทย-เขมร ที่ศูนย์มรกดโลกของนางโบโกวา ผู้อำนวยการยูเนสโก เมื่อ ๒๕ พ.ค. โดยมองว่าเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของยูเนสโกให้การขึ้นทะเบียนลุล่วง และอำพรางการกระทำการอันผิดธรรมนูญของยูเนสโก เป็นกุศโลบายที่แนบเนียนและละมุนละม่อมเพื่อให้ฝ่ายไทยตายใจ
ข้อสังเกตคำร้องกัมพูชาให้ศาลฯ คุ้มครองชั่วคราว โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้แถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการ (press release) เรื่องการร้องขอของกัมพูชาในคดีคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาศาลฯ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ในคดีปราสาทพระวิหารระหว่างกัมพูชากับไทย โดยกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจาในวันที่ ๓๐ และ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ ที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และกำหนดให้มีการแถลงด้วยวาจาเฉพาะในประเด็นที่กัมพูชาร้องขอให้ศาลฯ มีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้น ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตดังนี้
ยาเขียวตราฟิฟทีนมูฟและหนังสือข้อมูลพื้นฐานพระวิหารกับศาลโลกฯ
ขอทักทายอย่างเป็นทางการสักครั้งนะครับหลังห่างหายกันไประยะหนึ่ง ทุกเรื่องราวความเป็นไปไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในความรับรู้ตลอดห้วงเวลาดังกล่าว ทุกเสียงของคุณที่ติดตามฟิฟทีนมูฟ เราเห็นและรับฟัง และเราไม่ได้หายไปไหนไกล..
การห่างหายได้ให้เวลากับทีมงานไปทำอะไรอย่างอื่น หลาย ๆ อย่างที่ควรจะได้ทำ ได้เติมความสดชื่นและปลอดโปร่ง ฟิฟทีนมูฟหน้าตาใหม่ ‘Design 3’ ที่จะเป็น “ยาเขียว” ขนานเดิมฉบับปรับปรุงสูตร ที่จะขม เข้ม และ ‘แร่ด’ เพื่อส่งประชันกับเรยาใน ‘ดอกส้มสีทอง’ ที่กำลังแรงไม่หยุดในขณะนี้
พระวิหารกับศาลโลก ๒๕๕๔ โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล (อัปเดต)
เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลโลกหรือภาษาทางการเรียกว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการจากกรุงเฮกว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาของศาลฯ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ในคดีประสาทพระวิหาร (ระหว่างกัมพูชากับไทย) การยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการ เปิดคดีใหม่ พร้อมกันนั้น กัมพูชาก็ได้ขอให้ศาลฯ สั่งคุ้มครองชั่วคราวและเปิดการพิจารณาคดีใหม่
จุดยืนที่เหนือกว่า โดย ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล เขียนบทความ “จุดยืนที่เหนือกว่า” เตือนรัฐสภาก่อนลงมติรับรองผ่านบันทึกข้อตกลงเจบีซี ๓ ฉบับ ขณะ MOU43 ซุกแผนที่ ๑: ๒๐๐,๐๐๐ ที่จะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงนำไปสู่การเสียดินแดน ย้ำไทยกับเขมรปักปันเขตเสร็จสิ้นแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีก่อน แผนที่ฯ ไม่ถูกต้องและศาลโลกไม่เคยรับรอง พื้นที่ ๔.๖ ตร.กม. เป็นของไทย ไม่มีส่วนใดทั้งทางบกและทะเลที่จะเรียกว่าพื้นที่พิพาทได้ และเจบีซี-จีบีซีมีหน้าที่เพียงตรวจสอบหลักเขตไม่ใช่คณะกรรมการปักปัน
