15thmove : วันนี้นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกจากหอการค้า ระหว่างทางก็คุยกันไป เขาบ่น ๆ ตำรวจว่าเวลาเสื้อแดงชุมนุม ชูธงแดงมาก็ไม่กล้าจับ เวลาเสื้่อเหลืองชุมนุม ชูธงเหลืองมาก็ไม่กล้าจับ ตำรวจบางคนก็ดี บางคนก็หากินกับความเดือดร้อนชาวบ้าน ..ผมก็เลยชวนคุยต่อเรื่องเสื้อแดงกล่าวล่วงละเมิดสถาบัน มอเตอร์ไซต์ก็ว่า "บางทีมันก็เรียกในหลวงว่า..... ผมก็ไล่มันลงจากรถ รับไม่ได้ เกิดมาก็เห็นในหลวง พ่อผมเกิดมาก็เห็นในหลวง พระองค์จะอยู่สบายก็อยู่ได้ แต่นี่ขึ้นเขาลงห้วยทำงานเพื่อราษฎรมากี่สิบปี ใครจะสีไหนก็ตามแต่ ผมสีในหลวง"
(about an day ago).ข่าวสั้นทันเขมร
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
ฮอเผยเตรียมส่งเอกสารถึงศาลโลกมีนาปีหน้า Continue →
- 1 ธ.ค. - 15:08 น.
ถึกฮวยเซงเปิดการก่อสร้างถนนที่โพธิสัตว์ ตั้งเป้าลาดยาง ๕๐๕ กม. ๗ จว Continue →
- 1 ธ.ค. - 13:48 น.
อันดับความโปร่งใสเขมรร่วง เผยศาลคอรัปชันรุนแรงอันดับหนึ่ง Continue →
- 7 ธ.ค. - 18:19 น.
Tag Archives: ศ.ดร.สมปอง
๔.๖ ตารางกิโลเมตรไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล เขียนบทความ “๔.๖ ตารางกิโลเมตรไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน” ยืนยันสิทธิความเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ของประเทศไทยเหนือพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร และรวมถึงตัวปราสาทพระวิหาร ที่ซึ่งไม่ควรมีคนใดมีสิทธิ์ใช้คำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” หรือพื้นที่พิพาท ระบุอย่างหนักแน่นว่าเขตแดนอยู่ที่ขอบผาสันปันน้ำซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร ทั้งศาลโลกก็ไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน การลงมติยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาเป็นแต่การยกกฎหมายปิดปากของอังกฤษขึ้นมาอ้าง โดยศาลโลกไม่ได้มีอำนาจในการบังคับคดี การล้อมรั้วกันบริเวณและอนุญาตให้กัมพูชาเข้าใช้พื้นที่เป็นการใช้ “อำนาจอธิปไตยของไทย” Continue
MOU อันตราย โดย ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. ๑๕๐๒-๒๕๐๕ ชี้ ๖ ประเด็นอันตรายของ MOU 2543 ระบุชัดอันตรายและอุ้มไว้ก็ไร้ประโยชน์ Continue
ความผิดพลาดของแผนที่
ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ระหว่างออกรายการพิเศษถกประเด็นมรดกโลก พระวิหาร และ MOU ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 วันที่ 8 สิงหาคม 2553 ศ. ดร. สมปอง สุจริตกุล1 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสย้ำอีกครั้งถึงความผิดพลาดของแผนที่ที่กัมพูชานำมาใช้ประกอบเอกสาร แผนที่ฉบับนี้ทำขึ้นโดยกรรมการฝรั่งเศสในคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสโดยไทยมิได้มีส่วนร่วม แผนที่ดังกล่าวมีความผิดพลาดอย่างมหันต์เนื่องจากเส้นเขตแดนคลาดเคลื่อนจากข้อตกลงในสนธิสัญญาซึ่งระบุว่าสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขต ทั้งนี้ ได้มีผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 3 ท่านในคดีปราสาทพระวิหารได้ชี้ให้เห็นความไม่ถูกต้องของแผนที่ไว้อย่างละเอียดถึง 46 หน้าในคำพิพากษาแย้ง (พ.ศ. 2505) ข้าพเจ้าขออธิบายเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาแย้งมิใช่เป็นเพียง ‘ความเห็น’ ตามที่หลายท่านเข้าใจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาซึ่งมีผลผูกพันคู่กรณี ในประวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดได้ดินแดนของอีกประเทศโดยทำแผนที่ผิด รุกล้ำเข้าไปในดินแดนของอีกฝ่ายโดยลากเส้นตามใจชอบ กรณีแรกน่าจะเป็นประเทศกัมพูชาซึ่งใช้แผนที่ที่รู้ดีอยู่แล้วว่ามีเส้นเขตแดนที่ผิดพลาดเป็นเครื่องกำหนดเขตแดน แผนที่ฉบับดังกล่าวทำขึ้นโดย พ.อ. แบร์นาร์ด (ฝรั่งเศส) ร.อ. ทริกซิแอร์ (ฝรั่งเศส) และ ร.อ. อุ่ม (เขมร) ซึ่งลากเส้นเขตแดนตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงสันปันน้ำซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตที่แท้จริงตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาและพิธีสาร ค.ศ. 1907 นอกจากนั้น MOU พ.ศ. 2543 ยังใช้เอกสารอ้างอิงถึง 3 ฉบับคือ (1) อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 (2) สนธิสัญญาและพิธีสาร ค.ศ. 1907 และ (3) แผนที่ผนวก 1 มาตราส่วน 1:200,000 แผนที่ดังกล่าวเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนมาช้านานกว่า 50 ปีแล้วว่าผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศไทยได้อ้างอิงเอกสารหลักฐานของศาสตราจารย์ สเกร์เมอร์ฮอร์น พยานผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันแผนที่เมืองเดล์ฟ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากผลจากการสำรวจของนายอัคเคอร์มานน์ รายงานผู้เชี่ยวชาญที่ไทยได้ยื่นต่อศาลฯ แสดงว่า เส้นเขตแดนในแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชาได้ถูกกำหนดขึ้นโดยมิได้เป็นไปตามเส้นสันปันน้ำตามที่กำหนดไว้ในบทนิยามแห่งความตกลงที่ไทยกับฝรั่งเศสได้กระทำขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1904 และมีการยืนยันในปี 1907 ฉะนั้น เส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ผนวก 1 จึงผิดพลาดโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ทุกครั้งที่ฝรั่งเศส (ในอดีต) หรือกัมพูชา ถือโอกาสเสนอแผนที่ที่ผิดพลาดแทรกเข้ามาเป็นเอกสารลำดับที่ 3 ใน MOU 2543 2544 และ TOR 2546 รวมทั้งในแถลงการณ์ร่วม พ.ศ. 2551 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารที่มิชอบ ไทยจำเป็นต้องทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตไว้ แผนที่ที่ผิดพลาดย่อมใช้ไม่ได้และไม่มีผล แต่กัมพูชาก็หยิบยื่นหรือยัดเยียดให้ไทยเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสได้กระทำเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว … Continue
การแทรกสอดความสัมพันธ์ทวิภาคี
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล1 ความสัมพันธ์ทวิภาคีหรือสองฝ่ายระหว่างสองรัฐหรือสองประเทศนั้น ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศเป็นเรื่องของประเทศคู่กรณี ประเทศที่สามหรือประเทศที่มิใช่คู่กรณีหรือคู่สัญญาจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ หลักประกันการไม่แทรกแซงคือกฏหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติไว้หลายรูปแบบและหลายลักษณะในกฏบัตรสหประชาชาติ อาทิ หลักการไม่ใช้กำลัง “non-use of force” (ข้อ 2 วรรค 4) หลักการไม่แทรกแซง “non-intervention” และ หลักการไม่แทรกสอด “non-interference” (ข้อ 2 วรรค 7) หลักดังกล่าวนี้กำหนดไว้ชัดเจนในจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ภาษิตลาตินซึ่งมาจากกฎหมายโรมันใช้ถ้อยคำว่า “pacta tertii nec nocent nec prosunt” หมายถึงสนธิสัญญาหรือสัญญานั้นๆ ย่อมไม่เอื้อประโยชน์หรือก่อพันธกรณีให้ประเทศที่สาม รัฐที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศจึงไม่มีอำนาจหรือสิทธิใดๆที่จะเข้ามาแทรกแซงเรื่องไทยกับกัมพูชาซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยไม่จำเป็นต้องอาศัยบันทึกความเข้าใจหรือ MOU เพื่อยืนยันหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะ MOU ไม่ผูกพันประเทศที่สามหรือรัฐอื่น ความขัดแย้งใดๆ ระหว่างรัฐอยู่ในข่ายบังค้บของข้อบทที่ 33 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ส่วนการเจรจานั้น หากจะกระทำในประเทศที่สามก็สามารถทำได้ แต่เป็นเพียงการใช้สถานที่เท่านั้น อนึ่ง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในของแต่ละรัฐไม่ว่าไทยหรือกัมพูชา ประเทศที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาแทรกสอด (กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 วรรค 7) ดังกรณีตัวอย่างมากมายในรายงานสหประชาชาติทั้งในมติที่ประชุมสมัชชา และมติของคณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) เว้นไว้แต่กรณีที่กระทบถึงการละเมิดสันติภาพ (Breach of the Peace) หรือการคุกคามสันติภาพ (Threat to the Peace) ในระดับนานาชาตินอกเหนือจากกิจการภายในหรือความสงบเรียบร้อยของแต่ละรัฐ เนื่องจากไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นสมาชิกสหประชาชาติ กฎบัตรสหประชาชาติย่อมผูกมัดทั้งสองประเทศ ข้อ 2 วรรค 7 และข้อ 33 ของกฏบัตรฯ จึงเป็นหลักประกันการไม่แทรกสอดของประเทศที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องใช้ MOU หรือ JBC ตอกย้ำหลักกฏหมายระหว่างประเทศตามกฎบัตรหรือจารีตประเพณีระหว่างประเทศแต่อย่างใด อนึ่ง นอกจากไม่ช่วยในการสกัดกั้นการแทรกสอดของมือที่สาม ข้อความบางตอนในเอกสารดังกล่าวยังส่งผลให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียอันเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จุดอ่อนของประเทศหรือรัฐบาลไทยไม่แตกต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วไป คือไม่ศึกษาหรือให้ความสนใจกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัตรสหประชาชาติ หรือแม้แต่กฏบัตรอาเซี่ยนหรือปฎิญญาบันดุง หากไทยให้ความสำคัญกับพันธกรณีระหว่างประเทศเบื้องต้น ก็จะสามารถดำเนินการและปฏิบัติตามอย่างถูกต้องและชอบธรรม โดยเฉพาะปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน ไทยไม่ควรหวั่นวิตกว่าจะมีประเทศที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกสอดในกิจการภายในหรือความสัมพันธ์ทวิภาคี ฉะนั้น ไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสนใจศึกษากฎหมายระหว่างประเทศอย่างละเอียดและลึกซึ้ง ต้องมีความแม่นยำในตัวบทกฎหมาย กฎบัตรสหประชาชาติ และสนธิสัญญา ทั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการเผชิญปัญหาระหว่างประเทศด้วยความมั่นใจในสถานะภาพของตนเอง หน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือรักษาไว้ซึ่งสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทับซ้อน หรือแสวงหาทรัพยากรหรือพลังงานในพระราชอาณาเขตประเทศไทยโดยมิชอบด้วยกฏหมาย ศ. ดร. สมปอง สุจริตกุล วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ————————————–ศาสตราจารย์ … Continue
ศ.ดร.สมปอง และ อ.ปราโมทย์ รายการสภาท่าฯ คุยประเด็นพระวิหาร การแทรกแซงของยูเอ็นและอาเซียน
รายการสภาท่าพระอาทิตย์ เอเอสทีวี วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เชิญสองผู้อาวุโสเป็นวิทยากรให้ความรู้ ความคิดความเห็น ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้เชียวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ศาสตราจารย์เกียรติคุณกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยโกลเดนเกท ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ปราชญ์และนักคิดคนสำคัญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคุณปานเทพ พัวพงษ์พัน เป็นผู้ดำเนินรายการ ต่อกรณีการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงของเลขาธิการอาเซียน และเลขาธิการยูเอ็นนั้น ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองคนสองอค์กร ทำผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดมารยาท ไม่รู้บทบาทหน้าที่ในตำแหน่ง สถานะของตัวเอง ไม่รู้กฏหมายระหว่างประเทศ ขาดที่ปรึกษาทางกฎหมาย ขณะที่ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้ให้คำจำกัดความที่ตรงไปมาอย่างยิ่งว่าพฤติกรรมของทั้งสองบุคคล สององค์กรนั้น “เสือก” ในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ อ.ปราโมทย์ ได้ให้ความเห็นอย่างสำคัญต่อของท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทย เกี่ยวกับกรณีพิพาทเขตแดนไทย-เขมรไว้ว่า เรื่องอธิปไตยไม่ใช่เรื่องประณีประนอม ไม่ใช่เรื่องปองดอง สำหรับการที่กัมพูชารุกล้ำดินแดน ศ.ดร.สมปอง ให้ความเห็นว่าต้องใช้กำลังทหารผลักดันออกไป หากนิ่งเฉยถือว่ายอมรับ
จุดอันตรายของ MOU ’43 โดย ศ.ดร. สมปอง สุจริตกุล
จุดอันตรายของ MOU ’43 1. จุดอันตรายของ MOU 2543 อยู่ที่ข้อ 1 วรรค 1 ค. : แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 แสดงเส้นเขตแดนที่ ฝรั่งเศสฝ่ายเดียวเป็นผู้ลากเส้น ซึ่งผิดเพี้ยนจากอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญากับพิธีสาร ค.ศ. 1907 โดยเกินเลยรุกล้ำเข้ามาในผืนแผ่นดินไทยตลอดแนว คิดเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,800,000 ไร่ 2. จุดอันตรายของ MOU 2543 แอบแฝงอยู่ในแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในข้อ 1 วรรค 1 ค. ดังนี้ ก. แผนที่ผนวก 1 ไม่ใช่แผนที่อันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสมฝรั่งเศส-ไทย เพราะฝรั่งเศสเป็นผู้จัดทำแผนที่ฉบับนี้แต่ฝ่ายเดียวโดยไทยไม่มีส่วนร่วม ข. แผนที่ผนวก 1 มิได้ลากเส้นเขตแดนตรงตามบทนิยามเขตแดนในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญากับพิธีสาร ค.ศ. 1907 แต่บิดเบือนและผิดเพี้ยนไปจากสันปันน้ำอันเป็นเส้นเขตแดนที่ตกลงร่วมกัน ค. ไทยจึงไม่อาจยอมรับหรือแสดงท่าทีนิ่งเฉยต่อข้อสันนิษฐานเมื่อไทยได้รับเอกสารรวมทั้งแผนที่ผนวก 1 โดยมิได้โต้แย้งหรือชี้แจงข้อผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อนที่ปรากฏอย่างชัดเจนในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารโดยเฉพาะคำพิพากษาแย้งของ เซอร์ เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ ผู้พิพากษาชาติออสเตรเลีย ง. เพราะฉะนั้น การรับแผนที่ฉบับนี้จากกัมพูชาภายหลัง พ.ศ. 2505 โดยมิได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องและชัดเจน ดังปรากฏใน MOU 2543 ข้อ 1 วรรค 1 ค. โดยไม่ได้ตั้งเงื่อนใขว่า “เท่าที่ไม่ขัดกับข้อบทแห่งอนุสัญญา ค.ศ. 1904 หรือสนธิสัญญาและพิธีสาร ค.ศ. 1907” ก็อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียโดยกัมพูชาจะอ้างได้ว่าไทยตกลงยอมรับเส้นเขตแดน (ที่ผิดพลาด) ตามที่ปรากฏบนแผนที่ 1:200,000 หรือแผนที่ผนวก 1
‘ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล’ “พื้นที่ทับซ้อนมีที่เดียว คือตัวปราสาท”รัฐบาลต้องยืนยันอธิปไตย ยูเนสโกต้องถอนมรดกโลก
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ – ณ เวลานี้กรณีปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจ กระทั่งเกิดเป็นเครือข่ายภาคประชาชนซึ่งรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังคัดค้านการขึ้นทะเบียนตามข้อเสนอของกัมพูชาซึ่งจะส่งผลให้ไทยเสียดินแดนให้แก่กัมพูชา ซึ่งล่าสุดนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้เปิดโอกาสให้เครือข่ายภาคประชาชนส่งตัวแทนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฝ่ายรัฐบาลในกรณีดังกล่าว ส่วนผลการเจรจาจะเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีเห็นพ้องตามข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชนหรือไม่ ‘ดร.สมปอง สุจริตกุล’ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ.2502-2505 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนภาคีภาคประชาชนที่เข้าร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดในการเจรจาครั้งนี้ กับ ‘ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์’ อย่างหมดเปลือก พร้อมทั้งเสนอทางออกและมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง **การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรีและตัวแทนฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายเครือข่ายภาคประชาชนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ผมได้ชี้แจงให้ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ทราบในหลายประเด็นด้วยกัน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สับสนและซับซ้อน ผมก็ชี้แจง 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.เรื่องข้อเท็จจริง และ 2. เรื่องข้อกฎหมาย เพราะตั้งแต่ท่านถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศขององค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2501 หรือประมาณ 52 ปีมาแล้ว ก็มีผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศขององค์การสหประชาชาติ จึงยากที่จะทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่เขาทำเรื่องข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา และกรณีปราสาทพระวิหาร **แปลว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ยังดีนะ แต่นี่เข้าใจตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง และเข้าใจตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย สมมุติศาลบอกว่าอันนี้สีขาว เขาบอกว่าสีดำ ศาลโลกบอกว่าแผนที่นี้มีจุดที่ผิดหลายแห่ง เขาบอกว่าประเทศไทยรับแผนที่นี้ ที่ผ่านมาศาลโลกไม่ได้พิจารณาแผนที่เลยว่าถูกหรือผิด แต่เขาบอกว่าศาลพิจารณาว่าแผนที่ถูก ความเข้าใจผิดของหน่วยราชการทำให้รัฐบาลไทยเข้าใจผิดตามไปด้วย เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแต่กลับไม่ได้ศึกษาหรือไม่ได้ใช้เวลาพอกับเรื่องนี้ **ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ไทยจะยืนตามความเห็นของกัมพูชา ? ดูเหมือนกับเขาเป็นคนกัมพูชา เขาพูดไปได้ยังไง ทั้งๆที่มันไม่มีหลักเกณฑ์หรือมูลฐานทางกฎหมายเลยแม้แต่น้อยว่าแผนที่ซึ่งทางฝรั่งเศสจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวจะเป็นใหญ่กว่าความตกลงระหว่างประเทศ เขาพูดไปได้ยังไง เขาอ้างว่าแผนที่นี่มาทีหลังความตกลงเพราะฉะนั้นแผนที่ต้องใหญ่กว่า เข้าใจผิด.. สามัญชนก็รู้แล้วว่าแผนที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย ถ้าแผนที่อยู่ในส่วนของความตกลงสิ แผนที่จึงจะยกฐานะเป็นความตกลง แต่นี่เป็นแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสจัดทำขึ้นฝ่ายเดียว แต่เขาอาจจะอ่านคร่าวๆ คือฝรั่งเศสเขาเขียนว่าแผนที่นี้ทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันผสม ซึ่งจริงๆ ประกอบด้วยทั้งฝ่ายฝรั่งเศส กัมพูชา และฝ่ายไทย แต่กรณีนี้ฝรั่งเศสทำฝ่ายเดียว ฝรั่งเศสก็เป็นสมาชิกของคณะกรรมการผสม แต่ฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปร่วมด้วยเลย ซึ่งในการจัดทำแผนที่ฝรั่งเศสก็ทำผิด ทำแผนที่กินเลยเข้ามาในเขตแดนไทยเป็นกิโลเมตรเลย



